คนขี้เหนียวกับทองคำ 

ชายคนหนึ่งเป็นคนขี้เหนียว เขามักจะเอาสมบัติฝังดิน ไว้รอบๆ บ้านไม่ยอมนำมาใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ ต่อมาเขากลัวว่าจะไม่ปลอดภัยถ้าฝังเงินทอง ไว้หลาย เเห่ง เขาจึงขายสมบัติทั้งหมดเเล้วซื้อทองคำเเท่งหนึ่ง มาฝังไว้ที่หลังบ้าน เเล้วหมั่นไปดูทุกวัน คนใช้ผู้หนึ่งสงสัยจึงเเอบตามไปดูที่หลังบ้าน เเล้วก็ขุด เอาทองเเท่งไปเสีย ชายขี้เหนียวมาพบหลุมที่ว่างเปล่าในวันต่อมาก็เสียใจ ร้องห่มร้องไห้ไปบอกเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เพื่อนบ้านจึงเเนะนำประชดประชันว่า “ท่านก็เอาก้อนอิฐใส่ในหลุมเเล้วคิดว่าเป็นทองคำสิ เพราะถึงอย่างไรท่านก็ไม่เอาเอามาใช้อยู่เเล้ว” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ของมีค่า ถ้าไม่นำมาทำให้เกิดประโยชน์ก็ย่อมเป็นของไร้ค่า

เทพารักษ์กับคนตัดไม้

ชายตัดฟืนคนหนึ่ง…เข้าไปตัดฟืนในป่า เผอิญเขาทำขวานพลัดตกลงไปในสระน้ำ”โธ่…โธ่…โธ่…ฉันจะทำอย่างไรดี ว่ายน้ำก็ไม่เป็น”ชายตัดฟืนคร่ำครวญอยู่ริมสระ เพราะเขาไม่มีเครื่องมือทำมาหากินอีก เทพารักษ์ที่อยู่ใกล้ๆ อดสงสารไม่ได้ จึงปรากฏกายให้เห็น แล้วเอื้อมมือลงไปในสระน้ำ คว้าขวานเล่มหนึ่งส่งให้คนตัดฟืน “โอ…ท่าน…นี่มันขวานทอง ไม่ใช่ขวานของข้าหรอก” ชายตัดฟืนไม่ยอมรับ เทพารักษ์จึงงมขวานขึ้นมาให้อีกเล่มหนึ่ง “นี่ก็ไม่ใช่ขวานของข้า…ของข้าขวานเหล็กธรรมดาท่าน ไม่ใช่ขวานเงิน” “เจ้าเป็นคนซื่อสัตย์” เทพารักษ์พูด “คนอย่างเจ้าหายาก เอ้าข้าให้ขวานทองกับขวานเงินเจ้าเป็นรางวัลก็แล้วกัน” กล่าวเสร็จแล้ว เทพารักษ์ก็หายตัวไป คนตัดฟืน นำขวานทองและขวานเงินเดินกลับบ้าน พบใครก็อวดให้ชมและเล่าว่าได้มาอย่างไร “เทวดาท่านดีใจมากเลย ข้านั่งร้องไห้อยู่ริมสระเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ท่านก็มางมขวานให้ แล้วก็ให้ขวานทองขวานเงินแก่ข้าอีกด้วย” เพื่อนบ้านคนหนึ่ง อยากได้บ้าง จึงเข้าไปในป่า ทำทีหาฟืน แล้วก็โยนขวานของตนทิ้งลงในน้ำ “ฮือ…ฮือ…ฮือ… คราวนี้ข้าหมดทางหากินแน่ ๆ ” เทพารักษ์มางมขวานให้เช่นเคย “เอ้า ขวานทองเล่มนี้ของเจ้าใช่ไหม ? ” “ใช่ ใช่แล้วท่าน ของข้าเอง” ชายโลภมากพูดอย่างยินดี “เจ้าคนโกงไม่น่าคบ ” พูดแล้ว เทพารักษ์ก็หายวับไปกับขวานทอง และเพื่อนบ้านคนนั้นก็ไม่ได้รับขวานที่ตกลงไปในสระคืนอีกด้วย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “โลภมากลาภหาย

นิทาน อีสป เรื่อง คนเลี้ยงแพะ

วันหนึ่งเกิดพายุลมแรงพัดพามาพร้อมกลุ่มเมฆฝนอย่างรุนแรง ขณะนั้นคนเลี้ยงแพะที่กำลังพาฝูงแพะของตนกลับที่พัก จึงได้พาฝูงแพะเข้าไปหลบพายุฝนฟ้ากระหน่ำในถ้ำเสียก่อน เมื่อเข้ามายังถ้ำก็พบกับฝูงแพะป่าหลบอยู่ในถ้ำนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อเห็นดังนั้นจึงคิดในใจว่าแพะป่าฝูงใหญ่นี้มีแพะมากกว่าฝูงของตนหลายเท่านัก หากตนนำฝูงแพะป่าพวกนี้มาเลี้ยงแทนแพะฝูงเดิมก็น่าจะเป็นการดีกว่า จากนั้นจึงได้นำใบไม้ของตนที่เตรียมมาสำหรับให้ฝูงแพะตนได้กิน ก็กลับเอาไปให้ฝูงแพะป่ากินกันจนหมดเกลี้ยง ทำให้ฝูงแพะของตนนั้นไม่ได้กินอาหารอันใดเลย สักครู่ใหญ่ๆ ต่อมาเมื่อพายุฝนฟ้าเริ่มสงบลงแล้ว ฝูงแพะป่าก็ต่างวิ่งออกจากถ้ำไป คนเลี้ยงแพะรีบวิ่งออกไปตามแต่ฝูงแพะป่าก็รีบวิ่งเข้าป่าหายไปอย่างรวดเร็ว คนเลี้ยงแพะจึงตะโกนไล่หลังฝูงแพะป่าไปว่า “ไอ้พวกอกตัญญู ข้าอุตส่าห์ให้เจ้ากินอาหารจนหมดแล้วทำอย่างนี้กับข้าหรือ” และไม่ว่าจะตะโกนสบถด่าออกไปเช่นไรก็ตาม เหล่าฝูงแพะป่าก็ไม่ย้อนกลับมาสักตัว ฝ่ายคนเลี้ยงแพะจึงกลับเข้าไปยังถ้ำเดิมที่ใช้หลบพายุฝนเมื่อสักครู่นี้ ขณะเดินเข้าไปก็ตกใจเป็นอันมากเพราะเหล่าฝูงแพะเดิมของตนนั้นบัดนี้ได้ล้มตายลงกันหมดแล้วเพราะขาดอาหาร คนเลี้ยงแพะเห็นดังนั้นก็ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นดินได้แต่ร้องไห้อยู่ตรงนั้นด้วยความเสียดายระคนเสียใจปนเปกันไปหมด สุดท้ายเมื่อพวกชาวบ้านรู้เรื่องเข้าต่างก็พากันหัวเราะเยาะในความเขลาของคนเลี้ยงแพะ   คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้ : “เห็นเเก่มิตรใหม่จนทอดทิ้งมิตรเก่า ก็จะไม่ได้ใครเลย”

นิทาน อีสป เรื่อง คนขี้เหนียวกับทองคำ

 ณ บ้านสวนหลังหนึ่ง มีชายผู้ซึ่งตระหนี่ขี้เหนียวอยู่คนหนึ่ง ทุกครั้งเมื่อได้เงินหรือสมบัติชิ้นใดๆ มาก็ตาม เขามักจะนำไปฝังดินรอบๆ สวนหลังบ้าน ไม่คิดจะนำมาใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์อันใดเลย ครั้นต่อมาเริ่มรู้สึกว่าถ้าฝังเงินหรือทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไว้หลายๆ แห่งแบบนี้จะไม่ปลอดภัย กลัวว่าเงินและสมบัติอาจหาย จึงนำทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ตนเคยฝังขุดออกมาเอาไปขายทั้งหมดแล้วเปลี่ยนเป็นซื้อทองคำแท่งมาแทน แล้วก็ยังคงนำไปฝังไว้ที่สวนหลังบ้านอีกเช่นเคย แล้วทุกเช้าจะต้องคอยไปตรวจตราดูว่าทองคำแท่งนั้นยังอยู่ดีหรือไม่ ในตอนเช้าของวันหนึ่งมีชายผู้หนึ่งแอบมาเห็นขณะที่ชายขี้เหนียวผู้นี้กำลังเดินไปยังสวนหลังบ้าน ก็เกิดสงสัยว่าทำไมชายขี้เหนียวจึงต้องหมั่นคอยเดินมาดูอะไรบางอย่างตรงหลังบ้านทุกวันจึงแอบย่องตามไป เมื่อเห็นเป็นทองคำแท่งก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันที รอจนชายขี้เหนียวเดินไปแล้วจึงลงมือขุดทองคำแท่งขึ้นจากดินในสวนหลังบ้าน เช้าวันต่อมาชายขี้เหนียวก็เดินไปขุดดินยังสวนหลังบ้านเพื่อดูท่องคำแท่งของตนดังเช่นทุกวัน แต่วันนี้ไม่ว่าจะขุดลึกเพียงใด ขุดอย่างไรก็ไม่พบทองคำแท่งนั้นเสียแล้ว เมื่อเห็นแต่ความว่างเปล่าก็ว่ามีคนมาแอบลักขโมยทองของตนไปแล้วเป็นแน่ ก็ได้แต่นั่งร้องไห้เสียใจและเสียดายทองคำของตน เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไร จึงไปหาเพื่อนบ้านแล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ฝ่ายเพื่อนบ้านที่รู้จักนิสัยของชายขี้เหนียวดีจึงพูดประชดว่า “ท่านจงกลับไปลองเอาอิฐสักก้อนใส่ลงไปฝังยังสวนหลังบ้านเถิด แล้วคิดเสียว่ามันคือทองคำแท่งนั้น เพราะอย่างไรเสียท่านก็ไม่มีวันนำมันออกมาใช้อยู่ดี” ฝ่ายชายขี้เหนียวได้ฟังดังนั้นก็ได้แต่สลดไม่รู้จะทำอย่างไรดี คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้ : “ของมีค่า ถ้าไม่นำมาทำให้เกิดประโยชน์ก็ย่อมเป็นของไร้ค่า”

ชายง่อยนักดีดกรวด กับ ปุโรหิต จอมพูดมาก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในพระราชสำนักของพระเจ้าพรหมทัตพระราชาแห่งเมืองพาราณสี มีปุโรหิตประจำราชสำนักอยู่ผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนที่พูดมาก โดยหากได้ตั้งต้นพูดขึ้นมาแล้วก็จะพูดฉอดๆ เป็นต่อยหอยไม่ยอมหยุด และไม่มีใครสามารถพูดแทรกเขาได้เลย จนทำให้คนทั่วไปต่างเอือมระอาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าพรหมทัตที่ทรงเบื่อหน่ายในพฤติกรรมพูดมากของปุโรหิตผู้นี้เป็นอันมาก วันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสด็จออกจากเมืองไปยังอุทยานหลวงด้วยราชรถ ระหว่างทางนั้นได้ทรงทอดพระเนตรเห็นใบของต้นไทรมีรอยปรุเป็นรูปสัตว์ต่างๆ อยู่ ทั้งม้า ช้าง อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จึงตรัสถามมหาดเล็กว่าใครเป็นคนทำ มหาดเล็กก็ทูลตอบว่าเด็กๆ ชาวบ้านได้ร้องขอให้ชายง่อยผู้มีฝีมือดีดกรวดเป็นผู้ดีดก้อนกรวดใส่ใบของต้นไทรเหล่านั้นจนกลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เกิดขึ้น พระเจ้าพรหมทัตจึงมีรับสั่งให้ไปนำตัวชายง่อยมา เมื่อมหาดเล็กได้นำชายง่อยมาเข้าเฝ้าแล้ว พระเจ้าพรหมทัตก็ตรัสถามว่า “ในราชสำนักของเรามีปุโรหิตจอมพูดมากคนหนึ่ง เจ้าพอจะใช้ฝีมือดีดกรวดของเจ้าทำให้เขาสงบปากสงบคำลงได้บ้างหรือไม่” ชายง่อยจึงตอบว่า “ได้พระเจ้าค่ะ ขอมูลแพะให้ข้าพระองค์สักหนึ่งทะนาน แล้วข้าพระองค์จะทำให้เขาไม่พูดมากอีกพระเจ้าข้า” จากนั้นพระเจ้าพรหมทัตก็ให้มหาดเล็กนำตัวชายง่อยเข้าไปซ่อนอยู่หลังผ้าม่านในท้องพระโรง โดยแหวกม่านไว้เป็นช่องเล็กๆ แล้วนำมูลแพะหนึ่งทะนานมาตั้งไว้ใกล้มือของชายง่อย พร้อมกับจัดที่นั่งของปุโรหิตจอมพูดมากให้ตรงกับช่องผ้าม่านนั้น เมื่อถึงเวลาประชุมราชการ เหล่าขุนนางก็ต่างพากันทยอยเข้าท้องพระโรง และเมื่อทุกคนมากันอย่างพร้อมเพรียงแล้วพระองค์ก็ทรงเริ่มเปิดบทการสนทนา ฝ่ายปุโรหิตเมื่อได้พูดแล้วก็พูดฉอดๆ ไม่ยอมหยุด และไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้พูดเหมือนอย่างเช่นเคย ชายง่อยสบโอกาสขณะที่ปุโรหิตกำลังอ้าปากพูดอยู่นั้น ได้ดีดมูลแพะใส่ปากปุโรหิตจอมพูดมากครั้งละก้อนๆ ปุโรหิตก็กลืนมูลแพะทีละก้อนๆ โดยไม่รู้ตัวเลยจนกระทั่งมูลแพะหมดทะนาน เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทรงทราบว่ามูลแพะได้เข้าไปอยู่ในท้องของปุโรหิตหมดแล้วก็ตรัสว่า “นี่แน่ะท่านปุโรหิต อันธรรมดานั้นมูลแพะจะไม่ย่อยในร่างกายมนุษย์ ดังนั้นท่านจงรีบไปดื่มน้ำประยงค์เพื่อสำรอกมูลแพะทั้งหมดนั้นออกมาโดยเร็วก่อนที่จะล้มป่วยเถิด” ปุโรหิตเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจเป็นอันมาก ยิ่งได้ดื่มน้ำประยงค์ก็ยิ่งเห็นมูลแพะมากมายที่ตนสำรอกออกมาก็ยิ่งรู้สึกเข็ดขยาด กลายเป็นคนสงบปากสงบคำ ไม่กล้าเปิดปากพูดมากอีกเลยนับแต่นั้นเป็นต้นมา และเพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยให้ทุกคนได้อยู่สุขสบายหูมากขึ้น พระองค์จึงทรงพระราชทานทรัพย์สมบัติมากมายให้แก่ชายง่อย ในครั้งนั้นอำมาตย์บัณฑิตแห่งราชสำนักของพระเจ้าพระหมทัตได้กราบทูลว่า “ขึ้นชื่อว่าศิลปะ แม้จะเป็นศิลปะประเภทใดก็ย่อมนำความสำเร็จมาสู่ชีวิตของผู้ฝึกฝนอย่างเชี่ยวชาญได้ในสักวัน เช่นเดียวกับที่ชายง่อยผู้นี้ได้นำความสุขมาสู่ตนเองเพราะการดีดมูลแพะนั่นเอง”   ข้อคิดจากนิทานพื้นบ้าน : หมั่นฝึกฝนตนเองให้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วจะพบกับความสำเร็จได้ในที่สุด

ปลาจอมผัดวันประกันพรุ่ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปลาอยู่สามตัวซึ่งเป็นเพื่อนกัน ชื่อว่า “มิตจินตี” “พหุจินตี” และ “อัปปจินตี” วันหนึ่งปลาทั้งสามได้ว่ายน้ำหากินจากป่าออกมาสู่ถิ่นมนุษย์ ปลามิตจินตีผู้มีปัญญาเล็งเห็นว่าในถิ่นมนุษย์นันเต็มไปด้วยภัยอันตราย ด้วยเพราะมีชาวประมงมากมายต่างใช้แห อวน และเครื่องดักปลาอื่นๆ มาจับปลาไปกินหรือขายต่ออยู่เสมอ ปลามิตจินตีจึงชักชวนเพื่อนทั้งสองให้ว่ายน้ำกลับเข้าป่าตามเดิมโดยปลาทั้งสองต่างเห็นด้วยแต่ขอกลับวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ทว่าปลาพหุจินตีและปลาอัปปจินตีนั้นเป็นปลาเกียจคร้าน อีกทั้งยังติดใจเหยื่อที่อยู่ในถิ่นมนุษย์ จึงขอผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ อยู่เสมอ จนกระทั่งผ่านไปถึง 3 เดือน ก็ยังไม่ได้กลับเข้าสู่ป่าเสียที กระทั่งวันหนึ่งขณะที่ปลาพหุจินตีและปลาอัปปจินตีกำลังไล่งับเหยื่ออย่างสำราญใจอยู่นั้น ด้วยความประมาทจึงทำให้พวกมันหลงเข้าไปติดกับดักของชาวประมงเข้า ส่วนปลามิตจินตีนั้นมีความระมัดระวังตนอยู่ตลอดเวลา โดยขณะที่กำลังว่ายน้ำตามเพื่อนๆ อยู่นั้นก็ได้กลิ่นแห จึงรีบถอยออกมาทันทีทำให้ไม่ติดเข้าไปอยู่ในแหนั้นด้วย เมื่อปลามิตจินตีเห็นว่าเพื่อนทั้งสองกำลังมีภัยและต้องการช่วยเหลือเพื่อน จึงแกล้งกระโดดข้ามแหไปทางนั้นทีทางนี้ทีเพื่อลวงให้ชาวประมงคิดว่าแหขาดจนปลาว่ายน้ำหนีออกไปหมดแล้ว ฝ่ายชาวประมงเห็นดังนั้นก็หลงกลจึงรีบยกแหขึ้นดูทันทีโดยมิได้รวบแหเข้ามา ทำให้ปลาทั้งสองหลุดรอดจากแหมาได้แล้วกระโดดลงน้ำหนีไป จากนั้นปลาทั้งสองก็รีบว่ายน้ำหนีตามปลามิตจินตีกลับเข้าสู่แม่น้ำในป่าลึกทันทีโดยไม่กล้าผัดวันประกันพรุ่งอีกเลย   ข้อคิดจากนิทานพื้นบ้าน : มีสิ่งใดต้องทำจงรีบทำ อย่าเกียจคร้านผัดวันประกันพรุ่ง เพราะอาจจะมีเรื่องไม่ดีตามมาได้ในภายหลัง

พระนารทพรหม ผู้บำเพ็ญอุเบกขาบารมี (นารทชาดก)

 ครั้งหนึ่งมีพระโพธิสัตว์นามว่า พระนารท ซึ่งเป็นภพชาติหนึ่งขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเรื่องว่า มีพระราชาผู้ครองเมืองมิถิลา ผู้ยึดมั่นในทศพิธราชธรรม พระนามว่า อังคติราช ทรงมีพระธิดาพระองค์หนึ่งซึ่งมีพระสิริโฉมงดงามนัก พระนามว่า รุจาราชกุมารี ผู้เป็นที่รักแห่งองค์พระราชา เมื่อถึงคืนแห่งเทศกาลมหรสพชาวเมืองได้ประดับประดาบ้านเรือนของตนอย่างสวยงามทุกเรือน ขณะดวงจันทร์ทรงกลดลอยเด่นอยู่บนนภา พระเจ้าอังคติราชทรงประทับท่ามกลางเหล่าเสนาอำมาตย์ภายในพระราชวังที่ประดับประดาอย่างงดงามอลังการสมพระเกียรติแห่งองค์ราชัน พระเจ้าอังคติราชทรงตรัสกับเหล่าอำมาตย์ว่า “พวกเจ้าว่าในราตรีอันรื่นรมย์เช่นนี้ ข้าจะทำอันใดให้อภิรมย์ดี” ฝ่ายอลาตอำมาตย์ทูลว่าให้พระราชาทรงยกทัพออกกวาดต้อนดินแดนน้อยใหญ่เข้ามาในเมือง ส่วนฝ่ายสุมานอำมาตย์กลับทูลว่าให้พระราชทรงรื่นรมย์กับงานมหรสพต่างๆ ที่จัดขึ้นในเพลานี้ ด้วยว่าทุกดินแดนน้อยใหญ่ต่างยอมสวามิภักดิ์แด่องค์พระราชาหมดแล้ว และวิชัยอำมาตย์ทูลว่าให้พระราชาทรงนำสมณพราหมณ์ผู้ใฝ่ในธรรมมาแสดงธรรมเทศนา ด้วยว่าพระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรสิ่งรื่นเริงอยู่เป็นนิตย์แล้ว หลังจากฟังความคิดเห็นของทั้งสามอำมาตย์แล้วพระองค์ทรงพอพระทัยกับคำตอบของวิชัยอำมาตย์แล้วตรัสถามว่าจะให้ผู้รู้ธรรมท่านใดมาแสดงธรรมเทศนา ฝ่ายอลาตอำมาตย์ก็ทูลพระราชาว่ามีชีเปลือยรูปหนึ่งนามว่า คุณาชีวก ผู้เป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ อยู่ที่เมืองมิคทายวัน พระเจ้าอังคติราชได้ฟังดังนั้นก็ตรัสรับสั่งให้เตรียมกระบวนเสด็จ เมื่อเสด็จไปถึงพบคุณาชีวกก็ตรัสถามว่าการประพฤติธรรมต่อบิดามารดา อาจารย์ บุตร หรือภรรยา ควรปฏิบัติอย่างไร และเหตุใดจึงไม่ตั้งอยู่ในธรรม ฯลฯ ฝ่ายคุณาชีวกนั้นเป็นผู้เบาปัญญาจึงไม่สามารถที่จะเข้าใจหลักธรรมขั้นสูงนี้ได้จึงทูลตอบเฉไปอย่างไม่รู้ว่าไม่มีบิดามารดา อาจารย์ บุตร หรือภรรยา มนุษย์และสัตว์เกิดมาเท่าเทียมกัน บุญหรือบาปนั้นไม่มีจริง เมื่อตายไปร่างกายก็แตกสลายดับไปพร้อมทุกข์และสุข ใครจะทำร้ายใครก็ไม่ถือว่าเป็นบาป ทั้งสัตว์และมนุษย์เมื่อเกิดมาครบ 84 กัป ก็จะสามารถพ้นจากทุกข์ไปได้เอง ไม่ว่าจะทำบุญหรือบาปเท่าไรหากไม่ครบ 84 กัป ก็ไม่อาจพ้นทุกข์ไปได้ พระเจ้าอังคติราชได้ฟังคุณาชีวกกล่าวจบก็ตรัสแก่คุณาชีวกว่าพระองค์นั้นช่างโง่เขลาเบาปัญญา ที่ผ่านมาทรงเชื่อแต่ในสิ่งที่ผิดทั้งสิ้น คิดว่าการบำเพ็ญบุญกุศลจะนำเสด็จไปสู่สุคติพ้นจากทุกข์ บัดนี้ทราบว่าบุญบาปไม่มี ทุกสรรพสิ่งจะสามารถพ้นทุกข์ได้เองเมื่อถึงเวลาแล้วจึงเสด็จกลับ เมื่อเสด็จกลับถึงเมืองมิถิลาก็ทรงตรัสกับเหล่าเสนาอำมาตย์ว่าต่อไปจะไม่ปฏิบัติพระราชกิจอันใดอีก แล้วทรงหาแต่ความรื่นรมย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่นานข่าวก็ลือไปทั่วทั้งเมืองมิถิลาว่าพระเจ้าอังคติราชทรงกลายเป็นมิจฉาทิฐิที่เชื่อในคำสอนของชีเปลือยคุณาชีวก เมื่อข่าวทราบไปถึงพระธิดารุจาราชกุมารีก็ทรงไม่สบายพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่พระบิดาจะทรงสั่งให้รื้อโรงทานทั้งหมดไม่มีการบริจาคทานอีกต่อไป เมื่อพระธิดารุจาราชกุมารีมาทูลขอให้พระเจ้าอังคติราชทรงบริจาคทาน พระองค์ก็ทรงตรัสสอนองค์พระธิดาตามที่ชีเปลือยคุณาชีวกได้บอกแก่พระองค์ ได้ฟังดังนั้นพระธิดารุจาราชกุมารีก็ทรงเตือนสติพระเจ้าอังคติราชว่าสิ่งที่คุณชีวกบอกมานั้น หากทำตามก็จะยิ่งเป็นบาป เมื่อคบคนชั่วก็จะพลอยแปดเปื้อนกับสิ่งชั่วร้าย แล้วว่าเมื่อหลายๆ ชาติภพที่ผ่านมาพระธิดาทรงทำความชั่ว ไม่สร้างผลบุญจึงทำให้ต้องทุกข์ทรมานอยู่ในเมืองนรกภูมิหลายกัปหลายกัลป์ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องชดใช้หนี้กรรมที่ได้ก่อไว้จนกว่ากรรมนั้นจะจบสิ้นลง เมื่อเริ่มสร้างกุศลผลบุญ อานิสงส์แห่งผลบุญนั้นจึงค่อยๆ บังเกิด ผลแห่งบุญบาปนั้นจะติดตามตัวไปทุกชาติเฉกเช่นเวลาที่ไม่มีวันหยุด ย่อมได้รับผลบุญและผลกรรมอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันตามแต่ละบุคคลที่ได้กระทำไว้ทุกประการ ฝ่ายพระเจ้าอังคติราชได้ฟังพระธิดากล่าวเช่นนั้นก็มิได้ทรงเชื่อ ยังยึดมั่นเชื่อในสิ่งที่คุณาชีวกกล่าวแสดงธรรม พระธิดารุจาราชกุมารีนั้นก็เป็นทุกข์มากที่พระราชาทรงเชื่อเช่นนั้น จึงอธิษฐานจิตขอเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาช่วยดลพระทัยให้พระบิดาของตนทรงเลิกเห็นผิดเป็นชอบ เลิกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เมื่อพรหมเทพองค์หนึ่งนามว่า นารท ผู้มีความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง เมื่อได้รับฟังคำอธิษฐานของนางรุจาราชกุมารีก็ทรงเห็นพระทัย และเล็งเห็นถึงความทุกข์ของประชาชนชาวเมืองมิถิลาที่จะตามมา จึงได้เสด็จแปลงเป็นบรรพชิตมายังเมืองมิถิลา พร้อมนำภาชนะทองใส่สาแหรกข้างหนึ่ง นำคนโทแก้วใส่สาแหรกอีกข้างหนึ่ง แล้วใส่คานทานวางบนบ่า เมื่อพระราชาเห็นก็ทรงตกตะลึงในวรรณะที่งามผ่องของนารทพรหมแล้วถามว่าท่านนั้นมาจากที่ใดทำไมจึงลอยในอากาศได้ พระนารทพรหมในร่างบรรพชิตจึงว่าอาตมาภาพมีนามว่า นารท มาจากเทวโลก ได้บำเพ็ญบุญกุศลคุณธรรม 4 ประการ คือ สัจจะ ธรรมะ ทมะ และจาคะ ด้วยผลบุญจึงทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์เช่นนี้ พระเจ้าอังคติราชเกิดสงสัยว่าบุญนั้นมีจริงหรือ จึงขอให้พระนารทพรหมอธิบายให้พระองค์ทรงทราบ พระนารทพรหมจึงว่าเหล่าผู้งมงายไม่มีผู้ใดทราบว่าบาปบุญนั้นมีอยู่จริง หากเป็นผู้เจริญจะทราบว่าทั้งผลบุญหรือบาป ทั้งบิดามารดา หรือเทวดา รวมทั้งปรโลกต่างมีอยู่จริง พระเจ้าอังคติราชก็กล่าวว่าหากปรโลกมีอยู่จริง ท่านจงให้เรายืมเงินสักห้าร้อยเถิด แล้วจะใช้คืนท่านในชาติหน้า พระนารทพรหมจึงตอบว่าหากพระเจ้าอังคติราชเป็นผู้ทรงธรรมก็อยากให้ยืม แต่อย่างพระเจ้าอังคติราชนี้หากตายไปก็ต้องไปอยู่ในนรกแล้วพระนารทพรหมจะตามไปทวงทรัพย์คืนได้อย่างไรเล่า พระเจ้าอังคติราชได้ฟังดังนั้นจึงยืนนิ่งอยู่ จากนั้นพระนารทพรหมก็กล่าวถึงเมืองนรกให้พระเจ้าอังคติราชฟัง ทำให้พระอังคติราชเริ่มรู้สึกหวาดกลัวเกรงกลัวต่อบาป เมื่อพระเจ้าอังคติราชคิดได้ดังนั้นก็ขอให้พระนารทพรหมช่วยเป็นแสงสว่างนำทางให้แก่พระองค์ สอนธรรมะให้ท่านเดินไปยังทางที่ถูกที่ควรอย่างถ่องแท้ พระนารทพรหมฤาษีจึงได้ตรัสสอนธรรมะแก่พระเจ้าอังคติราชโดยการเปรียบเทียบร่างกายกับรถว่า หากรถที่ประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนที่ดีที่ถูกต้องนั้นรถก็จะแล่นไปตามทางอย่างราบรื่น ส่วนรถที่ถูกประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนที่ไม่ดีก็จะแล่นไปในทางที่ไม่ดีเป็นอันตรายได้ง่าย แล้วว่าให้พระเจ้าอังคติราชจงคบแต่กัลยาณมิตรที่ดี และละบาปละกิเลสโดยไม่ประมาทในชีวิต จากนั้นพระนารทพรหมฤาษีก็ได้หายไปจากตรงนั้น หลังจากนั้นเป็นต้นมาพระเจ้าอังคติราชก็ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศีลในธรรม เริ่มหันกลับมาทำบุญทำกุศลเฉกเช่นเดิม และทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมเพื่อปวงชนชาวเมืองมิถิลาของพระองค์ ฝ่ายพระธิดารุจาราชกุมารีก็ทรงดีพระทัยเป็นอย่างมากที่พระราชบิดาของพระองค์ทรงละมิจฉาทิฐิได้ และเลือกคบแต่บุคคลผู้เป็นกัลยาณมิตร ประชาชนก็อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข จึงทรงกล่าวอธิษฐานจิตขอบพระทัยองค์พระนารทพรหมฤาษีที่ทรงลงมาโปรดตนและพระบิดา ตลอดจนประชาชนทั่วทั้งเขตคาม นิทานชาดก เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีย่อมได้ดี ทำผิดบาปย่อมได้ชั่วช้าสามานย์เป็นผลตอบ และการคบมิตรสหายนั้นก็จะส่งผลดีเลวแก่ตัวบุคคลนั้นด้วย นารทชาดกเรื่องนี้ก็จบลงด้วยประการฉะนี้ ฯ

พระภูริทัต ผู้บำเพ็ญศีลบารมี (ภูริทัตชาดก)

ณ กรุงพาราณสี มีพระราชาผู้ครองเมืองพระนามว่า พระเจ้าพรหมทัต ในคืนหนึ่งพระองค์ทรงพระสุบินไปว่าพระโอรสของพระองค์ได้ลอบปลงพระชนม์เพื่อแย่งชิงพระราชสมบัติ เช้าวันรุ่งขึ้นพระองค์ทรงมีรับสั่งให้พระโอรสออกไปให้ห่างไกลจากเมืองพาราณสีแห่งนี้จนกว่าพระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์ พระโอรสจึงจะสามารถกลับมาสืบทอดราชสมบัติต่อจากพระองค์ได้ ด้วยเกรงว่าเหตุการณ์จะเป็นไปดังที่ทรงเกิดนิมิตในพระสุบินของพระองค์ ฝ่ายพระโอรสผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งอุปราชาอยู่ ณ บัดนี้ ไม่เข้าใจในพระบิดา แต่ก็ยินดีทำตามพระประสงค์ของบิดา จึงทรงเดินทางไปบวชอยู่ ณ บริเวณแม่น้ำยุมนา ขณะนั้นมีนางนาคตนหนึ่งเดินทางท่องเที่ยวมาตามริมน้ำอย่างว้าเหว่ เนื่องจากสามีของนางเพิ่งตายไป ทำให้นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวมิอาจทนอยู่ในบาดาลได้ จนมาเห็นศาลาซึ่งเป็นที่พักของพระโอรสจึงแอบดู ก็พบพระโอรสรูปงามซึ่งบัดนี้ได้เป็นนักบวชพำนักอยู่ ณ ที่แห่งนี้ นางนาคจึงคิดลองใจโดยจัดตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้หอมนานาชนิด พร้อมของทิพย์สวยงามต่างๆ จากเมืองนาคในศาลาแห่งนี้ ด้วยความอยากรู้ว่านักบวชผู้นี้เคร่งครัดศรัทธาในศาสนาจริงหรือไม่ เมื่อพระโอรสกลับมายังศาลาก็ได้กลิ่นหอมตลบอบอวลจากดอกไม้นานาพันธุ์ ครั้นเข้าไปยังศาลาที่พักก็เกิดความประหลาดใจนอกจากประดับประดาด้วยดอกไม้หอมนานาพันธุ์แล้ว ที่นอนยังถูกจัดเป็นระเบียบสวยงาม พระองค์ก็ทรงบรรทมอย่างสบายตลอดคืนจนรุ่งเช้าจึงเดินออกจากศาลาไปยังป่าเพื่อธุดงค์ ฝ่ายนางนาคเมื่อเห็นพระโอรสเสด็จออกไปจึงแอบเข้าไปดูในศาลา พบว่าที่นอนนั้นไม่ได้เรียบเฉกเช่นเมื่อคืนที่ตนแอบจัดไว้ จึงรู้ว่านักบวชผู้นี้ก็ยังคงมีกิเลส มิได้บวชเพราะความศรัทธาอย่างแท้จริง หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ยังคงจัดแจงที่นอนในศาลาเหมือนเช่นเคย ฝ่ายพระโอรสเริ่มสงสัยว่าทำไมที่นอนตนในศาลาแห่งนี้จึงเรียบเป็นระเบียบทุกคืน คราวนี้จึงทรงแกล้งเดินออกจากศาลาไปเช่นทุกวัน แต่แอบดูอยู่แถวศาลานั่นเอง สักพักก็เห็นนางนาคตนหนึ่งเดินเข้าไปยังศาลาที่พักแล้วจัดเตรียมที่นอนให้อีกเช่นเคย จึงทรงปรากฏตัวขึ้นทำให้นางนาคนั้นตกใจเป็นอันมากที่โดนจับได้ ฝ่ายพระโอรสตั้งแต่ทรงเข้ามาเป็นนักบวช ณ ที่แห่งนี้ ก็ยังไม่เคยพบกับสตรีใดๆ เมื่อเห็นนางนาคผู้เลอโฉมก็เกิดหลงรัก จึงถามไถ่ว่านางเป็นใครมาจากไหนและเข้ามาที่นี่ทำไมกัน ฝ่ายนาคก็เขินอายแล้วว่า นางนั้นเป็นนาคชื่อว่า มาณวิกา สามีนางเพิ่งตาย นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังด้วยความเหงานางจึงต้องออกมาท่องเที่ยว ด้วยความต้องตาต้องใจในความงามของนางมาณวิกา พระโอรสจึงบอกให้นางมาอยู่กับตน จากนั้นทั้งสองก็ได้สมสู่กันระหว่างมนุษย์และนาค ไม่นานนางมาณวิกาก็ได้ตั้งครรภ์และประสูติพระโอรสชื่อ สาครพรหมทัต และพระธิดาชื่อ สมุทรราชา ครั้นต่อมาพระเจ้าพรหมทัตเสด็จสวรรคต เหล่าเสนาอำมาตย์ไม่มีผู้ใดทราบที่อยู่ของพระโอรส แต่มีพรานป่าผู้หนึ่งทราบและได้แจ้งข่าวมายังเมืองพาราณสี จึงได้ไปเชิญเสด็จพระโอรสกลับมายังกรุงพารณสีขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา พระโอรสจึงชวนนางมาณวิกากลับไปอยู่ด้วยกัน แต่นางทูลว่านางนั้นเป็นนาค เกิดบันดาลโทสะกับผู้คนได้ง่าย เพียงนางแค่ถลึงตาจ้องผู้ใดผู้นั้นก็จะมอดไหม้เป็นจุนไป จึงบอกให้พระโอรสเสด็จกลับเมืองไปพร้อมโอรสและธิดา ส่วนนางนั้นจะกลับไปอยู่ที่เมืองนาคเช่นเดิม ต่อมาขณะโอรสและธิดาเล่นน้ำอยู่เห็นเต่าตัวหนึ่งกระโดดลงในน้ำก็ตกใจกลัวไปบอกพระบิดา พระบิดาจึงสั่งให้จับเต่านั้นทิ้งลงในน้ำวนแห่งแม่น้ำยุมนา เมื่อเต่าลงไปถึงยังบาดาลลึกถูกจับตัวได้ก็รู้ว่าเป็นเมืองนาค จึงออกอุบายแก่เหล่านาคว่าตนเป็นทูตของพระราชาเมืองพาราณสี ทรงให้ตนมาเข้าเฝ้าท้าวธตรฐเพื่อเจรจาเป็นมิตรไมตรีซึ่งกันและกัน โดยการพระราชทานพระธิดาให้เป็นชายาของท้าวธตรฐ ฝ่ายท้าวธตรฐได้ฟังดังนั้นก็ตกลง สั่งให้นาค 4 ตนเป็นทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีพร้อมด้วยเครื่องบรรณาการต่างๆ และขอรับพระธิดากลับมายังเมืองบาดาลของตน พระราชารู้สึกแปลกพระทัยที่นาคนั้นคิดจะมาสู่ขอพระธิดาของพระองค์ จึงบอกแก่นาคทั้งสี่ไปว่าพระองค์ไม่คิดที่จะยกพระธิดาให้แก่นาค เพราะนาคกับมนุษย์นั้นต่างเผ่าพันธุ์กัน เมื่อเหล่านาคกลับไปทูลท้าวพระธตรฐ ท้าวธตรฐโกรธมากที่พระราชาแห่งเมืองพาราณสีดูหมิ่นเผ่าพันธุ์นาคว่าไม่คู่ควรกับพระธิดา จึงสั่งให้ฝูงนาคขึ้นไปยังเมืองพาราณสีแสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ให้เห็นว่าถ้าคิดจะเป็นศัตรูกับตนแล้วจะเป็นอย่างไร แต่มิได้ทำร้ายผู้คนเพียงแค่ขู่เท่านั้น ชาวเมืองต่างเกรงกลัวนาคเป็นอย่างมาก จนในที่สุดพระราชาจำต้องส่งพระธิดาสมุทรชาไปเป็นชายาของท้าวธตรฐ ท้าวธตรฐได้แปลงกายเป็นมนุษย์พร้อมสั่งให้นาคทุกตนแปลงกายเป็นมนุษย์ด้วยทั้งหมด นางสมุทรชานั้นก็ได้อยู่อย่างสุขสบายยังบาดาลแห่งนี้โดยไม่รู้เลยว่าคือเมืองของนาค จนนางตั้งครรภ์มีโอรสถึง 4 พระองค์ ชื่อ สุทัศนะ ทัตตตะ สุโภคะ และอริฏฐะ ต่อมาอริฏฐะได้ยินมาว่าแม่ของตนนั้นไม่ใช่นาคจึงลองแปลงกายเป็นนาคขณะกำลังดื่มน้ำนมจากอกนางสมุทรชา เมื่อเห็นนางสมุทรชาตกพระทัยมาก ด้วยความตกใจเล็บของนางได้ไปข่วนโดนนัยน์ตาของลูกน้อยเข้าทำให้อริฏฐะตาต้องตาบอดได้หนึ่งข้าง และนางจึงได้รู้ว่าที่ที่ตนอยู่นี้คือเมืองของนาค เมื่อพระโอรสทั้งสี่พระองค์เติบโตขึ้นเป็นหนุ่ม ท้าวธตรฐก็ได้ทรงแบ่งมอบราชสมบัติให้แก่ลูกๆ ทั้งสี่ โดยทัตตะโอรสองค์ที่สอง มีปัญญาเฉลียวฉลาด ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ปรีชาสามารถ จึงขนานนามว่า ภูริทัตต์ วันหนึ่งภูริทัตต์ได้ขอออนุญาตบิดาตนไปรักษาอุโบสถศีลเพื่อตนจะได้ไปเกิดในเทวโลกตามที่ตนตั้งใจไว้ ท้าวธตรฐก็ทรงอนุญาตแต่มิให้ออกนอกเขตเมืองเพราะเกรงจะได้รับอันตราย จากนั้นภูริทัตต์จึงได้ไปรักษาอุโบสถศีลตรงจอมปลวกใกล้ต้นไทรแห่งริมน้ำยุมนา และได้อธิษฐานจิตว่าตนจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ พร้อมยอมสละทุกอย่างแม้แต่อวัยวะในร่างกายตน ในวันหนึ่งภูริทัตต์ได้พบพรานผู้หนึ่งนาม เนสาท ผู้มีใจชั่วที่มาออกล่าสัตว์พร้อมลูกชายผู้หนึ่ง ภูริทัตต์เกรงว่าพรานผู้นี้จะเป็นอันตรายแก่ตน จึงบอกให้พรานเนสาทและลูกชายของเขาไปอยู่ที่เมืองนาคซึ่งเป็นเมืองของตนเพื่อความเป็นอยู่ที่สุขสบายของทั้งสอง ฝ่ายพรานจึงตอบตกลงเพราะคิดว่าตนมีแต่ได้กับได้ แต่เมื่ออยู่ที่เมืองนาคได้ไม่นานพรานเนสาทก็เกิดอยากกลับขึ้นไปที่เมืองมนุษย์โดยอ้างว่าอยากกลับไปหาญาติของตนและจะออกบวชรักษาศีลอย่างภูริทัตต์บ้าง ภูริทัตต์นั้นรู้อยู่เต็มอกว่าพรานผู้นี้ไม่ได้คิดจะทำอย่างที่พูดจริงๆ แต่ก็ต้องยอมพาทั้งสองกลับขึ้นไปบนเมืองมนุษย์ ทำให้ทั้งสองได้ออกล่าสัตว์อีกเช่นเคย ทางด้านใต้ของมหาสมุทรมีครุฑตนหนึ่งอาศัยอยู่บนต้นงิ้ว ขณะออกจับนาคกินอยู่นั้นหางของนาคเกิดไปพันเข้ากับกิ่งไทรที่ให้ร่มเงาแก่พระฤาษีท้ายศาลาทำให้รากของต้นไทรนั้นติดออกมา เมื่อครุฑสามารถจับนาคกินได้สำเร็จก็เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีรากของต้นไทรติดออกมาด้วยก็เกิดสำนึกผิด จึงจำแลงตนเป็นหนุ่มน้อยไปถามพระฤาษีว่ากรรมนั้นจะตกเป็นของใครระหว่างครุฑหรือนาค พระฤาษีจึงตอบแก่ครุฑว่ากรรมไม่ตกอยู่แก่ผู้ใดทั้งสิ้นเพราะทั้งสองต่างมิได้มีเจตนา ครุฑรู้สึกปีติเป็นอย่างยิ่งจึงเปิดเผยตัวตนแก่พระฤาษีแล้วว่าจะสอนมนต์ที่ครุฑใช้จับนาคที่ชื่อ อาลัมพายน์ ให้แก่พระฤาษี ครั้นมีพราหมณ์ผู้หนึ่งที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตายเพราะติดหนี้สินมากมาย บังเอิญพบเข้ากับพระฤาษีที่ได้สั่งสอนตนจึงล้มเลิกความคิดฆ่าตัวตายแล้วหันมาปรนนิบัติรับใช้พระฤาษีทำให้พระฤาษีพอใจเป็นอย่างมากถึงขั้นสอนมนต์อาลัมพายน์ให้แก่พราหมณ์ผู้นี้ วันหนึ่งเมื่อพราหมณ์ตั้งตนได้จึงกราบลาพระฤาษี ขณะเดินผ่านลำน้ำแห่งหนึ่งก็ท่องมนต์ที่พระฤาษีสอนตนออกมาทำให้นาคคิดว่าเป็นครุฑพากันวิ่งหนีกลับลงน้ำจนเป็นเหตุให้ลืมแก้วสารพัดนึกไว้บนริมน้ำ ฝ่ายพราหมณ์เห็นก็แอบเก็บดวงแก้วนั้นไว้ เมื่อพรานเนสาทเห็นดวงแก้วที่อยู่ในมือของพราหมณ์ผู้หนึ่งที่กำลังเดินมาจึงเดินเข้าไปขอดวงแก้วนั้นจากพราหมณ์แล้วเสนอข้อแลกเปลี่ยนกับพราหมณ์ พราหมณ์อยากรู้ที่อยู่ของนาคเป็นการแลกเปลี่ยน พรานเนสารทจึงตกลงพาพราหมณ์ผู้นี้ไปยังที่อยู่ของภูริทัตต์ ฝ่ายโสมทัตลูกชายของพรานเนสาทไม่เห็นด้วยกับพ่อของตนจึงแอบหนีไประหว่างทาง และเมื่อพรานเนสาทพาพราหมณ์ที่ตนขอดวงแก้วนั้นมาถึงยังที่ที่ภูริทัตต์รักษาศีลอยู่ก็รู้ว่าตนกำลังจะโดนทำร้าย แต่ก็ไม่กล้าสู้เพราะกลัวศีลของตนจะขาดจึงอยู่นิ่งๆ เมื่อพราหมณ์เห็นดังนั้นก็เข้าไปร่ายมนต์อาลัมพายน์จนภูริทัตต์แทบจะสิ้นใจแต่ก็ยังไม่ยอมตอบโต้ใดๆ สุดท้ายก็จับภูริทัตต์ใส่ลงในย่ามตาข่ายของตน แล้วบังคับให้ภูริทัตต์แสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ทั้งทำตนให้เล็กบ้างใหญ่บ้าง เปลี่ยนสีกาย พ่นไฟ พ่นน้ำ ต่างๆ เหล่านี้เพื่อให้ชาวบ้านมาชมการแสดง เมื่อกลุ่มชาวบ้านรู้สึกสงสารให้ข้าวของเงินทองก็ยิ่งทำให้พราหมณ์ผู้โลภนั้นได้ใจพาไปแสดงตามสถานที่ต่างๆ จนมาถึงกรุงพาราณสีแสดงให้แก่พระราชาได้ทอดพระเนตร เมื่อสมุทรชาเมื่อทราบว่าภูริทัตต์หายตัวไป เหล่าพี่น้องของภูริทัตต์จึงออกตามหาโดยสุทัศนะพร้อมด้วยนางอัจจิมุขน้องสาวต่างมารดาไปยังโลกมนุษย์ สุโภคะไปยังป่าหิมพานต์ และอริฏฐะไปยังเทวโลก เมื่อเดินทางไปถึงเมืองพาราณสีทำให้สุทัศนะทราบข่าวนาคที่มาแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ ผู้คนได้ชมจึงตามไปดู เมื่อไปถึงก็เห็นเป็นภูริทัตต์น้องชายของตน ขณะภูริทัตต์เห็นพี่ชายตนก็เลื้อยเข้าไปซบศีรษะสะอื้นอยู่ที่เท้าแล้วจึงเลื้อยกลับเข้าที่คุมขังของตน ส่วนพราหมณ์คิดว่าสุทัศนะนั้นถูกกัดจึงบอกว่าไม่นานแผลที่ถูกกัดก็จะหาย แต่สุทัศนะกลับบอกว่านาคนี้ไม่มีพิษ พราหมณ์จึงคิดว่าสุทัศนะดูหมิ่นตนที่นำนาคไม่มีพิษมาแสดง แล้วสุทัศนะจึงออกอุบายให้พราหมณ์นำนาคมาสู้กับเขียด โดยอ้างว่าเขียดของตนนั้นมีพิษมากกว่านาคของพราหมณ์ ฝ่ายพราหมณ์ตกลงแต่มีข้อแม้ว่าต้องมีเดิมพันตนจึงจะยอมแข่ง ฝ่ายสุทัศนะจึงให้พระราชาแห่งเมืองพาราณสีเป็นผู้ประกันให้แก่ตนโดยจะชมการต่อสู้ของนาคและเขียดเป็นการตอบแทน สุทัศนะจึงให้นางอัจจิมุขคายพิษลงบนฝ่ามือ 3 หยด แล้วว่าพิษของเขียดน้อยนี้แรง เพราะนางเป็นธิดาของนาค โดยสุทัศนะทูลให้ขุดบ่อ 3 บ่อ โดยบ่อแรกจะใส่ยาพิษลงไป บ่อที่สองใส่โคมัย และบ่อที่สามใส่ยาทิพย์ แล้วจึงใส่ยาพิษลงในบ่อแรก ทำให้เกิดไฟลุกลามไปติดอีกทั้งสองบ่อ ฝ่ายพราหมณ์ก็ถูกไอพิษจนผิวลองกลายเป็นโรคเรื้อนด่างไปทั้งตัว จึงยอมปล่อยภูริทัตต์ให้เป็นอิสระ พระราชาจึงตรัสถามความเป็นมาเป็นไปของภูริทัตต์ที่มาอยู่กับพราหมณ์ใจโหดเหี้ยมผู้นี้ ภูติทัตต์จึงตอบว่าตนนั้นหวังจะรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์จึงไม่โต้ตอบใดๆ แก่พราหมณ์แล้วจึงลากลับไปเมืองนาค พระราชาก็ดีพระทัยเพราะภูริทัตต์นั้นเป็นโอรสแห่งน้องสาวตนที่บิดายกให้แก่ราชานาค จึงเล่าว่าที่ตนมาเป็นพระราชาแทนพระบิดา เพราะเมื่อได้ยกนางสมุทรชาให้แก่ราชาแห่งนาคแล้ว ก็ทรงเสียพระทัยได้สละราชบัลลังก์แล้วออกบวช ฝ่ายพรานเนสาทนั้นสูญเสียทุกๆ สิ่งในชีวิตของตนไป ได้เดินทางพเนจรไปเรื่อยๆ เมื่อได้ข่าวพราหมณ์ได้กลายเป็นโรคเรื้อนเพราะพิษนาคก็รู้สึกกลัวสำนึกผิดจึงไปยังแม่น้ำยมุนาประกาศว่าตนจะล้างบาปแก่ภูริทัตต์ บังเอิญสุโภคะที่กำลังตามหาภูริทัตต์ได้ยินเข้าก็โกรธเป็นอันมาก ใช้หางของตนพันขาพรานแล้วเหวี่ยงลงน้ำให้จมแล้วลากขึ้นข้างบนทำเช่นนั้นอยู่หลายครั้ง ฝ่ายพรานไม่เข้าใจก็ถามว่าทำไมต้องทำกับตนเช่นนี้ เมื่อพรานรู้ว่าเป็นน้องชายของภูริทัตต์ก็ขอร้องให้ปล่อยตนไป แล้วบอกแก่สุโภคะว่าตนเป็นพราหมณ์ผู้บูชาไฟจึงไม่ควรทำร้ายตน สุโภคะไม่รู้ว่าตนควรจะฆ่าหรือไม่ฆ่าพรานเนสาทดี จึงไปยังเมืองนาคเมื่อพบอริฏฐะผู้เลื่อมใสพราหมณ์ก็ยกย่องสรรเสริญพราหมณ์ว่าไม่สมควรฆ่าพราหมณ์ผู้บูชาไฟนี้ก็ยังไม่รู้ว่าตนจะทำอย่างไรดี เมื่อภูริทัตต์ได้ยินดังนั้นก็มิอยากให้ผู้ใดหลงคล้อยตามในความคิดที่ผิด ฝ่ายภูริทัตต์จึงกล่าวชี้แจงถึงความเป็นจริงว่าการบูชาไฟไม่ไดเป็นการบูชาอันสูงสุด เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง พวกคนเผาถ่านหรือเผาศพก็ต้องสมควรได้รับการยกย่องยิ่งกว่าพราหมณ์ ซึ่งหากการบูชาไฟเป็นสิ่งสูงสุดก็เท่ากับว่าการเผาบ้านเผาเมืองก็คงได้บุญโข และหากการบูชายัญเป็นบุญเป็นกุศลอันสูงสุดจริง ฉะนั้นพราหมณ์ก็ควรที่จะต้องเผาตัวเองเป็นเครื่องบูชาไปด้วย ทำไมพราหมณ์จึงต้องบูชาด้วยชีวิตของผู้อื่นด้วยเล่า อริฏฐะก็แย้งว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลก ภูริทัตต์จึงว่าหากพรหมเป็นผู้สร้างโลก ทำไมไม่สร้างให้ผู้คนในโลกมีแต่ความสุข ทำไมไม่สร้างให้ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน และว่าพราหมณ์ต่างหากเป็นฝ่ายยกตัวเองให้สูงแล้วเหยียบย่ำคนอื่นให้ต่ำกว่าตน เมื่ออริฏฐะไม่สามารถโต้เถียงภูริทัตต์ได้ ภูริทัตต์จึงสั่งให้นำพรานเนสาทออกไปจาเมืองนาคโดยไม่ให้ทำร้าย จากนั้นจึงพานางสมุทรชามารดาตนและพี่น้องทั้งหลายกลับไปยังเมืองมนุษย์เพื่อเฝ้าพระบิดา สุดท้ายภูริทัตต์ก็ยังคงจะบำเพ็ญศีลรักษาอุโบสถตามที่ตนได้ตั้งปณิธานไว้เช่นเดิม นิทานชาดก เรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ความโลภนั้นเป็นสิ่งชั่วร้ายเช่นเดียวกับการเนรคุณ แต่ความอดทนย่อมประเสริฐยิ่งนักแล้ว ภูริทัตชาดกเรื่องนี้ก็จบลงด้วยประการฉะนี้ ฯ