ชายง่อยนักดีดกรวดกับปุโรหิตจอมพูดมาก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในพระราชสำนักของพระเจ้าพรหมทัตพระราชาแห่งเมืองพาราณสี มีปุโรหิตประจำราชสำนักอยู่ผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนที่พูดมาก โดยหากได้ตั้งต้นพูดขึ้นมาแล้วก็จะพูดฉอดๆ เป็นต่อยหอยไม่ยอมหยุด และไม่มีใครสามารถพูดแทรกเขาได้เลย จนทำให้คนทั่วไปต่างเอือมระอาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าพรหมทัตที่ทรงเบื่อหน่ายในพฤติกรรมพูดมากของปุโรหิตผู้นี้เป็นอันมาก วันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสด็จออกจากเมืองไปยังอุทยานหลวงด้วยราชรถ ระหว่างทางนั้นได้ทรงทอดพระเนตรเห็นใบของต้นไทรมีรอยปรุเป็นรูปสัตว์ต่างๆ อยู่ ทั้งม้า ช้าง อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จึงตรัสถามมหาดเล็กว่าใครเป็นคนทำ มหาดเล็กก็ทูลตอบว่าเด็กๆ ชาวบ้านได้ร้องขอให้ชายง่อยผู้มีฝีมือดีดกรวดเป็นผู้ดีดก้อนกรวดใส่ใบของต้นไทรเหล่านั้นจนกลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เกิดขึ้น พระเจ้าพรหมทัตจึงมีรับสั่งให้ไปนำตัวชายง่อยมา เมื่อมหาดเล็กได้นำชายง่อยมาเข้าเฝ้าแล้ว Read More

ดอกกุหลาบและดอกบานไม่รู้โรย

ณ สวนแห่งหนึ่ง มีดอกกุหลาบแสนสวยบานสะพรั่ง ซึ่งข้างๆ กันนั้นก็มีดอกบานไม่รู้โรยต้นเล็กๆ ขึ้นอยู่เช่นกัน วันหนึ่งดอกบานไม่รู้โรยได้พูดกับดอกกุหลาบขึ้นว่า “ข้าอิจฉาท่านเสียจริง ท่านช่างเป็นดอกไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมที่ใครๆ ต่างก็อยากชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ผึ้ง หรือผีเสื้อ ข้าเองก็อยากมีความงามและกลิ่นหอมเหมือนเช่นท่านบ้าง” บุคคลสำคัญ เมื่อดอกกุหลาบได้ยินดังนั้นก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอันเศร้าว่า “โธ่! เจ้าดอกบานไม่รู้โรยผู้ไร้เดียงสา เจ้าช่างโชคดีนักที่เกิดมาแล้วไม่มีผู้ใดต้องการเด็ดไปเชยชม เจ้าจะแข็งแรงและมีชีวิตอยู่อย่างยาวนานแม้ว่าฤดูกาลจะแปรเปลี่ยนไปเช่นไรก็ตาม ผิดกับข้าที่มีชีวิตอยู่ได้ในเวลาเพียงสั้นๆ เพราะเมื่อมีคนมาเด็ดข้าไปเชยชมสมใจแล้ว ไม่นานข้าก็จะเหี่ยวเฉาโรยราลงเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้นเอง”

นกพิราบกับกาใจคด

นกพิราบกับกาใจคด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกาตัวหนึ่งบินผ่านโรงครัวของเศรษฐีแห่งกรุงพาราณสี ได้กลิ่นอาหารที่ปรุงจากปลาและเนื้อ ด้วยความอยากกินมันจึงบินมาเกาะบนกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงครัว และพยายามคิดหาวิธีที่จะได้กินอาหารนั้น ซึ่งขณะนั้นเองได้มีนกพิราบตัวหนึ่งบินกลับมานอนในกระเช้าที่โรงครัว ซึ่งพ่อครัวเป็นผู้ผูกกระเช้านี้ให้แก่นกพิราบได้หลับนอนเป็นรัง เมื่อกาเห็นดังนั้นก็คิดจะใช้นกพิราบให้ขโมยปลาและเนื้อในโรงครัวนี้มากิน เช้าวันรุ่งขึ้นขณะนกพิราบออกไปหากินตามปกติ เจ้ากาก็บินตามหลังไปติดๆ พร้อมกล่าวกับนกพิราบว่ามันชอบในกิริยาของนกพิราบยิ่งนัก จึงอยากขอตามไปดูแลนกพิราบในทุกๆ ที่ นกพิราบจึงตกลงและให้กาไปหากินด้วยกัน พอตกเย็นนกพิราบก็พากากลับมายังโรงครัวด้วย พ่อครัวเมื่อเห็นกามากับนกพิราบก็เกิดเอ็นดูคิดว่านกสองตัวเป็นเพื่อนกันจึงได้นำกระเช้าอีกใบมาแขวนไว้ให้เจ้ากาได้อยู่ใกล้ๆ กับนกพิราบ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากาก็ได้อาศัยกระเช้านั้นเป็นรังนอน แต่ก็ยังไม่วายคิดที่จะหาโอกาสขโมยปลาและเนื้อจากโรงครัวมากินอยู่เสมอ Read More

พญาลิงผู้เสียสละเพื่อฝูง

พญาลิงผู้เสียสละเพื่อฝูง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในป่าหิมพานต์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ได้มีพญาลิงอยู่ตัวหนึ่งมีพละกำลังเท่าช้างห้าเชือก คอยทำหน้าที่ปกครองดูแลฝูงลิงที่มีอยู่แปดหมื่นตัว โดยลิงฝูงนี้ได้อาศัยผลมะม่วงรสเลิศจากต้นมะม่วงใหญ่ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคากินเป็นอาหาร ซึ่งมะม่วงต้นนี้ได้แผ่กิ่งก้านสาขาออกเป็นวงกว้างแถมออกผลดกทุกกิ่งอีกด้วย โดยแต่ละผลนั้นมีขนาดใหญ่เท่าหม้อ เมื่อผลมะม่วงสุกบ้างก็จะตกลงบนบก บ้างก็ตกลงไปในน้ำ พญาลิงเมื่อมองผลมะม่วงที่ตกลงไปในน้ำก็คิดถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้า จึงได้สั่งให้ลิงทั้งหลายช่วยกันเก็บมะม่วงทั้งผลอ่อนผลแก่จากกิ่งไม้ที่ยื่นล้ำออกไปยังแม่น้ำกินให้หมด ทว่ามีมะม่วงอยู่ผลหนึ่งซึ่งมีมดแดงทำรังครอบไว้จึงทำให้รอดพ้นสายตาฝูงลิงเหล่านี้ไปได้ จนกระทั่งผลสุกเต็มที่ก็ร่วงหล่นลงไปในแม่น้ำและไหลไปตามกระแสน้ำนั้น ซึ่งมะม่วงผลนั้นได้ลอยไปติดเข้ากับตาข่ายกั้นน้ำของพระเจ้าพรหมทัตแห่งเมืองพาราณสี เมื่อพระองค์ทรงกีฬาทางน้ำเสร็จแล้ว หลังจากที่มหาดเล็กมาเก็บตาข่ายก็พบกับผลไม้ผลใหญ่นี้เข้าแต่ไม่รู้ว่าเป็นผลอะไรจึงได้นำไปถวายพระเจ้าพรหมทัต ซึ่งพระเจ้าพรหมทัตก็ตรัสถามเหล่าเสนาอำมาตย์ทุกคนต่างก็ไม่มีใครรู้ว่ามันคือผลอะไรกันแน่ พระพรหมทัตจึงมีรับสั่งให้ไปตามตัวพรานป่ามาสอบถาม พรานป่าก็ตอบว่ามันคือผลมะม่วง Read More

นายกาฬกรรณี

นายกาฬกรรณี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งชื่อว่า “กาฬกรรณี” เกิดความลำบากยากแค้นในชีวิต ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร จึงเดินทางไปหาท่านเศรษฐีผู้หนึ่งแห่งเมืองพาราณสีเพื่อขอความช่วยเหลือโดยอาสาจะทำงานรับใช้ทุกอย่าง ท่านเศรษฐีเห็นว่านายกาฬกรรณีนั้นเคยเป็นเพื่อนเล่นกับตนมาตั้งแต่เด็กจึงรับเข้ามาอยู่ร่วมเรือนด้วย แต่หมู่ญาตินั้นกลับไม่สบายใจที่นายกาฬกรรณีจะเข้ามาอยู่ในเรือนด้วย เนื่องจากชื่อของนายกาฬกรรณีที่ฟังดูไม่ใคร่เป็นมงคลเท่าไรนัก จึงพยายามทักท้วงท่านเศรษฐีให้ขับไล่นายกาฬกรรณีออกไปเสีย แต่ท่านเศรษฐีนั้นเห็นว่ามิตรภาพสำคัญกว่าชื่อจึงไม่ยอมทำตาม ต่อมาท่านเศรษฐีต้องเดินทางไปทำธุระยังต่างเมือง จึงได้วานให้นายกาฬกรรณีช่วยดูแลเรือนของตนให้ดี นายกาฬกรรณีสำนึกในบุญคุณของเศรษฐีจึงอยู่เฝ้าเรือนทั้งคืนโดยไม่ยอมหลับนอน แล้วในคืนนั้นเองขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับอยู่นั้นก็เกิดมีกลุ่มโจรลอบเข้ามาหมายจะปล้นเรือนเศรษฐี นายกาฬกรรณีเห็นเข้าก็รีบตีฆ้อง ตีกลอง เป่าแตรสังข์ของท่านเศรษฐีเป็นการใหญ่ เพื่อปลุกให้คนในเรือนตื่นขึ้นมาช่วยกันขับไล่กลุ่มโจร ฝ่ายโจรเมื่อได้ยินเสียงดังลั่นเรือนก็พากันแตกตื่นหนีหายไปจนหมด Read More

สังข์ทอง

สังข์ทอง

“ท้าวยศวิมล” มีมเหสีชื่อ”นางจันท์เทวี” มีสนมเอกชื่อ “นางจันทาเทวี” …พระองค์ไม่มีโอรสธิดาจึงบวงสรวงและรักษาศีลห้าเพื่อขอบุตร …และประกาศแก่พระมเหสีและนางสนมว่าถ้าใครมีโอรสก็จะมอบเมืองให้ครอง ต่อมานางจันท์เทวีทรงครรภ์ เทวบุตรจุติมา เป็นพระโอรสของนาง แต่ประสูติมาเป็น”หอยสังข์” …นางจันทาเทวีเกิดความริษยาจึงติดสินบนโหรหลวงให้ทำนายว่าหอยสังข์จะทำให้บ้านเมืองเกิดความหายนะ ท้าวยศวิมลหลงเชื่อนางจันทาเทวี จึงจำใจต้องเนรเทศนางจันท์เทวีและหอยสังข์ไปจากเมือง …นางจันท์เทวีพาหอยสังข์ไปอาศัยตายายช่าวไร่ ช่วยงานตายายเป็นเวลา 5 ปี พระโอรสในหอยสังข์แอบออกมาช่วยทำงาน เช่น หุงหาอาหาร Read More

โสนน้อยเรือนงาม

โสนน้อยเรือนงาท

ที่”นครโรมวิสัย” มีกษัตริย์ครองอยู่ มีพระราชธิดาที่สวยงามมาก พระราชธิดานี้เมื่อประสูติมีเรื่อนไม้เล็กๆ ติดมือออกมาด้วย เรือนนี้เมื่อพระธิดาเจริญวัยขึ้น เรือนไม้นี้ก็โตขึ้นด้วยและกลายเป็นของเล่นของพระราชธิดา พระบิดาจึงตั้งชื่อพระราชธิดาว่า “โสนน้อยเรือนงาม” เมื่อโสนน้อยเรือนงามมีพระชนม์พรรษาได้สิบห้าพรรษา โหรทูลพระบิดาว่าโสนน้อยเรือนงามกำลังมีเคราะห์ ควรให้ออกไปจากเมืองเสีย เพราะจะต้องอภิเษกกับคนที่ตายแล้ว พระบิดาและพระมารดาก็จำใจให้โสนน้อยเรือนงามออกไปจากเมืองแต่ผู้เดียว โสนน้อยเรือนงามปลอมตัวเป็นชาวบ้านและเอาเครี่องทรงพระราชธิดาห่อไว้ พระอินทร์สงสารนางจึงแปลงร่างเป็นชีปะขาวมามอบยาวิเศษสำหรับรักษาคนตายให้ฟื้นได้ โสนน้อยเรือนงามเดินทางเข้าไปในป่าพบ “นางกุลา” หญิงใจร้ายนอนตายเพราะถูกงูกัด โสนน้อยเรือนงามจึงนำยาของชีปะขาวมารักษา Read More

ชายง่อยนักดีดกรวด กับ ปุโรหิต จอมพูดมาก

ชายง่อยนักดีดกรวด กับ ปุโรหิต จอมพูดมาก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในพระราชสำนักของพระเจ้าพรหมทัตพระราชาแห่งเมืองพาราณสี มีปุโรหิตประจำราชสำนักอยู่ผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนที่พูดมาก โดยหากได้ตั้งต้นพูดขึ้นมาแล้วก็จะพูดฉอดๆ เป็นต่อยหอยไม่ยอมหยุด และไม่มีใครสามารถพูดแทรกเขาได้เลย จนทำให้คนทั่วไปต่างเอือมระอาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าพรหมทัตที่ทรงเบื่อหน่ายในพฤติกรรมพูดมากของปุโรหิตผู้นี้เป็นอันมาก วันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสด็จออกจากเมืองไปยังอุทยานหลวงด้วยราชรถ ระหว่างทางนั้นได้ทรงทอดพระเนตรเห็นใบของต้นไทรมีรอยปรุเป็นรูปสัตว์ต่างๆ อยู่ ทั้งม้า ช้าง อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จึงตรัสถามมหาดเล็กว่าใครเป็นคนทำ มหาดเล็กก็ทูลตอบว่าเด็กๆ ชาวบ้านได้ร้องขอให้ชายง่อยผู้มีฝีมือดีดกรวดเป็นผู้ดีดก้อนกรวดใส่ใบของต้นไทรเหล่านั้นจนกลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เกิดขึ้น พระเจ้าพรหมทัตจึงมีรับสั่งให้ไปนำตัวชายง่อยมา เมื่อมหาดเล็กได้นำชายง่อยมาเข้าเฝ้าแล้ว Read More

ปลาจอมผัดวันประกันพรุ่ง

ปลาจอมผัดวันประกันพรุ่ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปลาอยู่สามตัวซึ่งเป็นเพื่อนกัน ชื่อว่า “มิตจินตี” “พหุจินตี” และ “อัปปจินตี” วันหนึ่งปลาทั้งสามได้ว่ายน้ำหากินจากป่าออกมาสู่ถิ่นมนุษย์ ปลามิตจินตีผู้มีปัญญาเล็งเห็นว่าในถิ่นมนุษย์นันเต็มไปด้วยภัยอันตราย ด้วยเพราะมีชาวประมงมากมายต่างใช้แห อวน และเครื่องดักปลาอื่นๆ มาจับปลาไปกินหรือขายต่ออยู่เสมอ ปลามิตจินตีจึงชักชวนเพื่อนทั้งสองให้ว่ายน้ำกลับเข้าป่าตามเดิมโดยปลาทั้งสองต่างเห็นด้วยแต่ขอกลับวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ทว่าปลาพหุจินตีและปลาอัปปจินตีนั้นเป็นปลาเกียจคร้าน อีกทั้งยังติดใจเหยื่อที่อยู่ในถิ่นมนุษย์ จึงขอผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ อยู่เสมอ จนกระทั่งผ่านไปถึง 3 เดือน ก็ยังไม่ได้กลับเข้าสู่ป่าเสียที กระทั่งวันหนึ่งขณะที่ปลาพหุจินตีและปลาอัปปจินตีกำลังไล่งับเหยื่ออย่างสำราญใจอยู่นั้น ด้วยความประมาทจึงทำให้พวกมันหลงเข้าไปติดกับดักของชาวประมงเข้า Read More