ชายง่อยนักดีดกรวดกับปุโรหิตจอมพูดมาก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในพระราชสำนักของพระเจ้าพรหมทัตพระราชาแห่งเมืองพาราณสี มีปุโรหิตประจำราชสำนักอยู่ผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนที่พูดมาก โดยหากได้ตั้งต้นพูดขึ้นมาแล้วก็จะพูดฉอดๆ เป็นต่อยหอยไม่ยอมหยุด และไม่มีใครสามารถพูดแทรกเขาได้เลย จนทำให้คนทั่วไปต่างเอือมระอาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าพรหมทัตที่ทรงเบื่อหน่ายในพฤติกรรมพูดมากของปุโรหิตผู้นี้เป็นอันมาก วันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสด็จออกจากเมืองไปยังอุทยานหลวงด้วยราชรถ ระหว่างทางนั้นได้ทรงทอดพระเนตรเห็นใบของต้นไทรมีรอยปรุเป็นรูปสัตว์ต่างๆ อยู่ ทั้งม้า ช้าง อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จึงตรัสถามมหาดเล็กว่าใครเป็นคนทำ มหาดเล็กก็ทูลตอบว่าเด็กๆ ชาวบ้านได้ร้องขอให้ชายง่อยผู้มีฝีมือดีดกรวดเป็นผู้ดีดก้อนกรวดใส่ใบของต้นไทรเหล่านั้นจนกลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เกิดขึ้น พระเจ้าพรหมทัตจึงมีรับสั่งให้ไปนำตัวชายง่อยมา เมื่อมหาดเล็กได้นำชายง่อยมาเข้าเฝ้าแล้ว Read More

นกพิราบกับกาใจคด

นกพิราบกับกาใจคด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกาตัวหนึ่งบินผ่านโรงครัวของเศรษฐีแห่งกรุงพาราณสี ได้กลิ่นอาหารที่ปรุงจากปลาและเนื้อ ด้วยความอยากกินมันจึงบินมาเกาะบนกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงครัว และพยายามคิดหาวิธีที่จะได้กินอาหารนั้น ซึ่งขณะนั้นเองได้มีนกพิราบตัวหนึ่งบินกลับมานอนในกระเช้าที่โรงครัว ซึ่งพ่อครัวเป็นผู้ผูกกระเช้านี้ให้แก่นกพิราบได้หลับนอนเป็นรัง เมื่อกาเห็นดังนั้นก็คิดจะใช้นกพิราบให้ขโมยปลาและเนื้อในโรงครัวนี้มากิน เช้าวันรุ่งขึ้นขณะนกพิราบออกไปหากินตามปกติ เจ้ากาก็บินตามหลังไปติดๆ พร้อมกล่าวกับนกพิราบว่ามันชอบในกิริยาของนกพิราบยิ่งนัก จึงอยากขอตามไปดูแลนกพิราบในทุกๆ ที่ นกพิราบจึงตกลงและให้กาไปหากินด้วยกัน พอตกเย็นนกพิราบก็พากากลับมายังโรงครัวด้วย พ่อครัวเมื่อเห็นกามากับนกพิราบก็เกิดเอ็นดูคิดว่านกสองตัวเป็นเพื่อนกันจึงได้นำกระเช้าอีกใบมาแขวนไว้ให้เจ้ากาได้อยู่ใกล้ๆ กับนกพิราบ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากาก็ได้อาศัยกระเช้านั้นเป็นรังนอน แต่ก็ยังไม่วายคิดที่จะหาโอกาสขโมยปลาและเนื้อจากโรงครัวมากินอยู่เสมอ Read More

นายกาฬกรรณี

นายกาฬกรรณี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งชื่อว่า “กาฬกรรณี” เกิดความลำบากยากแค้นในชีวิต ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร จึงเดินทางไปหาท่านเศรษฐีผู้หนึ่งแห่งเมืองพาราณสีเพื่อขอความช่วยเหลือโดยอาสาจะทำงานรับใช้ทุกอย่าง ท่านเศรษฐีเห็นว่านายกาฬกรรณีนั้นเคยเป็นเพื่อนเล่นกับตนมาตั้งแต่เด็กจึงรับเข้ามาอยู่ร่วมเรือนด้วย แต่หมู่ญาตินั้นกลับไม่สบายใจที่นายกาฬกรรณีจะเข้ามาอยู่ในเรือนด้วย เนื่องจากชื่อของนายกาฬกรรณีที่ฟังดูไม่ใคร่เป็นมงคลเท่าไรนัก จึงพยายามทักท้วงท่านเศรษฐีให้ขับไล่นายกาฬกรรณีออกไปเสีย แต่ท่านเศรษฐีนั้นเห็นว่ามิตรภาพสำคัญกว่าชื่อจึงไม่ยอมทำตาม ต่อมาท่านเศรษฐีต้องเดินทางไปทำธุระยังต่างเมือง จึงได้วานให้นายกาฬกรรณีช่วยดูแลเรือนของตนให้ดี นายกาฬกรรณีสำนึกในบุญคุณของเศรษฐีจึงอยู่เฝ้าเรือนทั้งคืนโดยไม่ยอมหลับนอน แล้วในคืนนั้นเองขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับอยู่นั้นก็เกิดมีกลุ่มโจรลอบเข้ามาหมายจะปล้นเรือนเศรษฐี นายกาฬกรรณีเห็นเข้าก็รีบตีฆ้อง ตีกลอง เป่าแตรสังข์ของท่านเศรษฐีเป็นการใหญ่ เพื่อปลุกให้คนในเรือนตื่นขึ้นมาช่วยกันขับไล่กลุ่มโจร ฝ่ายโจรเมื่อได้ยินเสียงดังลั่นเรือนก็พากันแตกตื่นหนีหายไปจนหมด Read More

สังข์ทอง

สังข์ทอง

“ท้าวยศวิมล” มีมเหสีชื่อ”นางจันท์เทวี” มีสนมเอกชื่อ “นางจันทาเทวี” …พระองค์ไม่มีโอรสธิดาจึงบวงสรวงและรักษาศีลห้าเพื่อขอบุตร …และประกาศแก่พระมเหสีและนางสนมว่าถ้าใครมีโอรสก็จะมอบเมืองให้ครอง ต่อมานางจันท์เทวีทรงครรภ์ เทวบุตรจุติมา เป็นพระโอรสของนาง แต่ประสูติมาเป็น”หอยสังข์” …นางจันทาเทวีเกิดความริษยาจึงติดสินบนโหรหลวงให้ทำนายว่าหอยสังข์จะทำให้บ้านเมืองเกิดความหายนะ ท้าวยศวิมลหลงเชื่อนางจันทาเทวี จึงจำใจต้องเนรเทศนางจันท์เทวีและหอยสังข์ไปจากเมือง …นางจันท์เทวีพาหอยสังข์ไปอาศัยตายายช่าวไร่ ช่วยงานตายายเป็นเวลา 5 ปี พระโอรสในหอยสังข์แอบออกมาช่วยทำงาน เช่น หุงหาอาหาร Read More