พีช พชร ลุ้นจับใบดำ-ใบแดง กองทัพบกเตรียมคัดชายไทยปีนี้ 104,734 คน

  ชายไทยเริ่มทยอยเดินทางเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกิน ศิลปิน ดารา นักแสดง พีช พชร-เจมส์ มาร์- เตนล์ ชิตพล เข้ารายงานตัววันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (1 เม.ย. 61) ชายไทยจำนวนหนึ่งเดินทางมาเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินประจำปี 2561 ที่โรงเรียนวัดหัวลำโพง โดยมี นายพชร จิราธิวัฒน์ หรือ พีช นักร้องนักแสดงทายาทตระกูลจิราธิวัฒน์ ซึ่งเป็นเจ้าของเครือกิจการห้างเซ็นทรัลเดินทางมาพร้อมผู้จัดการส่วนตัวและยื่นเอกสารเข้ารายงานตัวบริเวณจุดคัดเลือกทหารกองเกินตามลำดับ ทั้งนี้ผู้สื่อข่าววอยซ์ ออนไลน์ รายงานว่า นายพชรได้สละสิทธิ์ผ่อนผันเกณฑ์ทหารในปีนี้ โดยจะเข้าสู่ขั้นตอนจับใบดำ-ใบแดงต่อไป ในส่วนสถานที่ทำการตรวจคัดเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ เขตบางรัก (ร.ร.วัดหัวลำโพง) ปี 2561 มีความต้องการผู้ผ่านการตรวจคัดเลือกจากการจับได้ใบแดงทั้งสิ้น 12 คน ด้านศิลปินนักแสดงคนอื่น อย่าง เจมส์ มาร์ พระเอกวัย 24 ปี ได้เดินทางมาเข้ายื่นขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร เป็นครั้งที่ 4 เนื่องจากกำลังศึกษาปริญญาโท ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการผ่อนผันครั้งสุดท้าย เตนล์ ชิตพล ลี้ชัยพรกุล ศิลปินเกาหลีสายเลือดไทย สังกัดค่าย SM ENTERTAINMENT ยื่นเอกสาร ตรวจร่างกาย และทำตามขั้นตอนการตรวจคัดเลือกทหารกองเกิน พันโทพิสิษฐ์ ตันกำเนิด ประธานตรวจเลือกทการกองเดินเขตป้อมปราบ ได้เปิดเผยว่า เตนล์ ชิตพล จัดอยู่ในส่วนทหารกองเกินประเภทที่ 2 เนื่องจากร่างกายไม่สมบูรณ์ เนื่องจากได้รับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกหัวเข่าด้านขวา และมีการยื่นเอกสารใบรับรองแพทย์ถูกต้องตามขั้นตอนทุกประการ จึงไม่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารในปีนี้และปีต่อไป ขณะที่กองทัพบกจะดำเนินการตรวจเลือกทหารกองประจำการ ประจำปี 2561 ในระหว่างวันที่ 1-12 เม.ย.นี้ โดยในระหว่างการตรวจเลือกกองทัพบกจะจัดผู้บังคับบัญชาออกตรวจเยี่ยม และส่งชุดสังเกตการณ์ออกไปแนะนำ หรือแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นร่วมกับคณะกรรมการการตรวจเลือกทั้ง 158 ชุดทั่วประเทศ ใน 928 อำเภอ 77 จังหวัด โดยปีนี้กองทัพจะคัดเลือก ชายไทยเข้าประจำการ 104,734 คน

เงินรางวัลกว่า 7 ล้าน! e-Sports ศึกใหญ่เอเชีย EA Champions Cup

  12 ทีมจากทั่วเอเชียลงแข่งขันชิงเงินรางวัลกว่า 7,500,000 บาท (239,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) และสิทธิ์เข้าแข่งขันรอบเพลย์ออฟรายการ eWorld Cup ในรายการ EA Champions Cup ที่กรุงเทพฯ เสาร์ที่ 31 มีนาคมนี้   EA Champions Cup ทัวร์นาเมนต์ e-Sports ระดับเอเชียสำหรับเกม EA Sports FIFA Online จัดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2014 โดยหลายประเทศเคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ ทั้งเกาหลีใต้, จีน รวมถึงไทยเมื่อ 2 ปีก่อน สุดสัปดาห์นี้ที่กรุงเทพฯ 5 ทีมจากทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน, 6 ทีมจากจีนและเกาหลีใต้ ชาติละ 3 ทีม และอีก 1 ทีมจากไทยที่เป็นเจ้าภาพ จะดวลกันตัวต่อตัวที่ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา แต่ละทีมที่มีสมาชิกทีมละ 3 คน จะได้เลือกผู้เล่นตามที่ถนัด ก่อนการแข่งขันแมตช์ละ 6 นาที sbobet จะเริ่มขึ้นในแต่ละรอบ ทีมผู้ชนะรายการนี้นอกจากจะได้เงินรางวัลรวมกันกว่า 3,400,000 บาท (108,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) แล้ว ทีมแชมป์และรองแชมป์ยังจะได้สิทธิเข้าแข่งขันรายการ eWorld Cup รอบเพลย์ออฟอีกด้วย วันแรกของการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนจะเข้าสู่การแข่งขันรอบน็อกเอาต์ในวันที่สอง เริ่มจากรอบ 8 ทีมสุดท้าย ไล่เรียงไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ รายการ EA Champions Cup มีผู้ชมติดตามผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์มากกว่า 10 ล้านคน และมีผู้เข้าชมติดถึงขอบสนามในการแข่งขันที่เมืองกว่างโจว ประเทศจีน เมื่อปีที่แล้วกว่า 2,300 คน   การแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 31 มีนาคมนี้ เวลา 12:00 น. ถึงเวลา 19:00 น. ส่วนรอบน็อกเอาต์ในวันอาทิตย์ที่ 1 เมษายนจะเริ่มตั้งแต่เวลา 10:30 น. ถึงเวลา 20:00 น. เราขอเชิญชวนทุกท่านมาชมความสนุกนี้ได้ที่ไบเทค บางนา  

จับตา ! ผู้นำสองเกาหลีมีกำหนดการพบกัน 27 เม.ย.นี้

ผู้นำสองเกาหลีมีกำหนดการหารือกันในวันที่ 27 เมษายนนี้ ที่เขตปลอดทหารชายแดนของสองประเทศ ขณะที่เกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพ “คิม จอง อึน” เยือนจีน บรรยากาศชื่นมื่น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสองเกาหลีประกาศหลังการเจรจากันเมื่อวานนี้ ว่า นายมูน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ จะพบกับ นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือในวันที่ 27 เมษายนนี้ ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างผู้นำสองเกาหลีในรอบทศวรรษ นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการประชุมเพื่อเตรียมการก่อนการพบกันของผู้นำทั้งสอง ในวันที่ 4 เมษายนนี้ ซึ่งจะหารือกันถึงระเบียบ วาระการประชุม, ความปลอดภัย และการเผยแพร่ข่าวสารต่อสื่อ ขณะเดียวกัน นายหยาง เจียฉือ มนตรีแห่งรัฐของจีน ได้เดินทางเยือนเกาหลีใต้ เพื่อสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับการพบปะกันระหว่าง นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กับนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ โดยนายหยางมีกำหนดพบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงเกาหลีใต้ และจะพบกับ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในวันนี้ นายหยาง ระบุถึงการเยือนจีนของนายคิม จอง อึน ด้วยว่า จีนเชื่อว่าเกาหลีเหนือจะปลดอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อความมั่นคงและสงบสุข และหันมาใช้วิธีการหารือและเจรจากัน บุคคลสำคัญ ด้านสถานีโทรทัศน์ทางการเกาหลีเหนือได้เผยแพร่ภาพการเยือนจีนของนายคิม และนางรี ซอล-จู ภริยา ระหว่างวันที่ 25-28 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่และชื่นมื่นโดยนายสี และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา เมื่อวานนี้ หนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน ของญี่ปุ่น รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยื่นข้อเสนอไปยังเกาหลีเหนือ เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดหารือระหว่างผู้นำของทั้งสองฝ่าย  

น้ำในรางไม้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เชิงเขาในป่าหิมพานต์ อาจารย์ฤาษีตนหนึ่งมีฤาษี 500 ตนเป็นบริวาร คราวนั้นในป่าหิมพานต์เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ สัตว์ป่าจึงพากันลำบากยากแค้นไม่มีน้ำกิน ฤาษีในสำนักตนหนึ่งเห็นถึงความทุกข์ทรมานของพวกสัตว์แล้วก็เกิดความสงสารขึ้น จึงได้ไปตัดต้นไม้ใหญ่มาขุดลำต้นให้เป็นราง แล้วตักน้ำมาใส่ในรางนั้นไว้ พวกสัตว์ต่างๆ ก็พากันมากินน้ำในรางไม้จากฤาษี แต่เนื่องด้วยมีสัตว์จำนวนมากทำให้น้ำที่ฤาษีนำมาใส่ในรางจึงไม่เพียงพอ ฤาษีจึงต้องไปตักน้ำมาใส่ในรางอยู่เช่นนั้นตลอดมา จนไม่อาจปลีกตัวไปหาผลหมากรากไม้มาเป็นอาหารสำหรับตนเองได้ แต่กระนั้นฤาษีก็ยังไม่ละความเพียร ยังคงตักน้ำมาใส่ในรางเพื่อให้น้ำเป็นทานแก่สัตว์ป่าเหล่านั้น พวกสัตว์เห็นว่าฤาษีผู้เมตตาต้องอดอยากเพราะช่วยเหลือพวกตนจึงคิดหาวิธีตอบแทนคุณของฤาษีบ้าง พวกสัตว์จึงตกลงกันว่าหากสัตว์ตัวใดที่มากินน้ำจากรางไม้นี้ให้นำผลไม้อย่างดีจากในป่ามามอบให้แก่ฤาษีด้วย หลังจากนั้นมาพวกสัตว์ต่างก็นำผลไม้มามอบให้แก่ฤาษีทุกวัน จนกระทั่งผลไม้เหล่านั้นมีมากกว่าสองเล่มเกวียน ทำให้บรรดาฤาษีในสำนักต่างได้กินผลไม้เหล่านี้ด้วยโดยไม่ต้องลำบากเข้าป่าไปหาผลไม้กันอีกต่อไป เมื่ออาจารย์ฤาษีทราบเรื่องนี้จึงกล่าวว่า “การที่พวกเจ้าทั้ง 500 ตน สามารถเลี้ยงตนเองได้โดยไม่ต้องเข้าไปหาอาหารจากในป่า ก็เพราะได้อาศัยความเพียรพยามในการทำความดีของฤาษีเพียงตนเดียวเท่านั้น การมุ่งมั่นสู่ความดีงามจึงเป็นเรื่องที่ควรกระทำดังนี้เอง” ข้อคิดจากนิทานชาดก : เพียรทำความดีเพื่อนำความสุขมาสู่หมู่คณะ คนดีเพียงคนเดียวนำความสุขมาสู่ผู้คนได้นับร้อยพัน

ลมกับพระอาทิตย์

ในวันหนึ่งลมกับพระอาทิตย์ต่างถกเถียงกันว่าใครมีพลังมากกว่ากัน และขณะนั้นเผอิญมีนักเดินทางผู้หนึ่งเดินผ่านมาพอดี ลมจึงพูดกับพระอาทิตย์ขึ้นว่า “ถ้าใครสามารถทำให้นักเดินทางผู้นี้ถอดเสื้อคลุมออกได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ” พระอาทิตย์ก็ตอบรับลมว่า “ตกลง ถ้าอย่างนั้นเจ้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็แล้วกันนะ” ลมจึงรวบรวมพลังพละกำลังทั้งหมดของตนแล้วเป่าไปยังนักเดินทางผู้นี้ โดยหวังจะให้เสื้อคลุมของเขาหลุดออก แต่นักเดินทางก็กลับกระชับเสื้อคลุมของตนไว้แน่นยิ่งขึ้นพร้อมกับรีบเดินทางต่อไป พระอาทิตย์จึงเอ่ยขึ้นว่า “ทีนี้ถึงคราวของข้าบ้างล่ะ” จากนั้นพระอาทิตย์ก็เริ่มส่องแสงแดดอ่อนๆ แล้วค่อยๆ ทวีความร้อนรุนแรงมากยิ่งขึ้นทีละน้อยๆ จนทำให้นักเดินทางผู้นี้รู้สึกร้อนจนกระทั่งทนไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องถอดเสื้อคลุมนั้นออกในที่สุด ทำให้การแข่งขันครั้งนี้สิ้นสุดลง พระอาทิตย์จึงเป็นฝ่ายชนะไป นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การโน้มน้าวย่อมให้ผลดีกว่าการบังคับข่มขู่

ลูกวัวขี้เกียจ

ครั้งหนึ่งมีลูกวัวผู้เกียจคร้านอยู่ตัวหนึ่งไม่ยอมทำงานได้แต่วิ่งเล่นไปมาอยู่ในทุ่งหญ้า เมื่อเห็นวัวแก่ที่กำลังลากเกวียนผ่านมา ลูกวัวก็วิ่งไล่วัวแก่พร้อมกับเยาะเย้ยว่า “โธ่! วัวแก่ผู้น่าสงสาร เจ้าต้องทำงานหนักลากเกวียนจนขนสกปรกเกรอะกรังไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว แต่ดูข้าสิ กินก็อิ่มนอนหลับก็สบาย แถมขนข้าก็ยังสะอาดเงางามราวกับเส้นไหม” วัวแก่ได้ฟังดังนั้นก็ไม่พูดสิ่งใดยังคงลากเกวียนต่อไปตามทางเช่นเดิม อยู่มาวันหนึ่งขณะที่วัวแก่กำลังลากเกวียนอยู่นั้น ก็เหลือบไปเห็นลูกวัวผู้เกียจคร้านกำลังถูกลากจูงเพื่อนำไปฆ่าบูชายัญ วัวแก่เห็นเช่นนั้นก็กล่าวกับลูกวัวว่า “เป็นอย่างไรบ้างล่ะ เพราะความเกียจคร้านของเจ้าแท้ๆ ทำให้ต้องพบกับจุดจบเช่นนี้ เจ้าช่างน่าสงสารยิ่งกว่าข้าที่ต้องทำงานหนักหลายเท่านัก” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ผู้เกียจคร้านมักพบจุดจบที่น่าเศร้า

แพะกับเถาองุ่น

ครั้งหนึ่งมีแพะอยู่ตัวหนึ่งกำลังเดินทางกลับบ้าน โดยระหว่างทางได้เห็นนายพรานที่กำลังดักซุ่มเล็งธนูตรงมาที่มัน มันจึงรีบวิ่งหนีเข้าไปพรางตัวในเถาองุ่นที่มีพุ่มไม้อยู่หนาทึบ เถาองุ่นนั้นช่วยบดบังร่างของแพะจนมิด ทำให้นายพรานไม่สามารถมองเห็นแพะและวิ่งผ่านเลยไป เมื่อแพะเห็นว่านายพรานเดินจากไปไกลแล้ว ด้วยความหิวมันจึงค่อยๆ เล็มกินใบองุ่นอย่างเอร็ดอร่อยและเพลิดเพลินจนเถาองุ่นใกล้หมด และทันใดนั้นเองนายพรานก็ได้เดินย้อนกลับมาอีกครั้งขณะที่แพะไม่ทันรู้ตัว เมื่อเถาองุ่นหายไปทำให้นายพรานมองเห็นแพะที่หลบอยู่ในเถาองุ่นได้อย่างชัดเจน คราวนี้นายพรานจึงยิงลูกธนูไปยังแพะจนมันสิ้นใจตายในที่สุด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ผู้ประมาทย่อมพบจุดจบที่น่าเวทนา

นกพิราบกับกาใจคด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกาตัวหนึ่งบินผ่านโรงครัวของเศรษฐีแห่งกรุงพาราณสี ได้กลิ่นอาหารที่ปรุงจากปลาและเนื้อ ด้วยความอยากกินมันจึงบินมาเกาะบนกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงครัว และพยายามคิดหาวิธีที่จะได้กินอาหารนั้น ซึ่งขณะนั้นเองได้มีนกพิราบตัวหนึ่งบินกลับมานอนในกระเช้าที่โรงครัว ซึ่งพ่อครัวเป็นผู้ผูกกระเช้านี้ให้แก่นกพิราบได้หลับนอนเป็นรัง เมื่อกาเห็นดังนั้นก็คิดจะใช้นกพิราบให้ขโมยปลาและเนื้อในโรงครัวนี้มากิน เช้าวันรุ่งขึ้นขณะนกพิราบออกไปหากินตามปกติ เจ้ากาก็บินตามหลังไปติดๆ พร้อมกล่าวกับนกพิราบว่ามันชอบในกิริยาของนกพิราบยิ่งนัก จึงอยากขอตามไปดูแลนกพิราบในทุกๆ ที่ นกพิราบจึงตกลงและให้กาไปหากินด้วยกัน พอตกเย็นนกพิราบก็พากากลับมายังโรงครัวด้วย พ่อครัวเมื่อเห็นกามากับนกพิราบก็เกิดเอ็นดูคิดว่านกสองตัวเป็นเพื่อนกันจึงได้นำกระเช้าอีกใบมาแขวนไว้ให้เจ้ากาได้อยู่ใกล้ๆ กับนกพิราบ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากาก็ได้อาศัยกระเช้านั้นเป็นรังนอน แต่ก็ยังไม่วายคิดที่จะหาโอกาสขโมยปลาและเนื้อจากโรงครัวมากินอยู่เสมอ วันหนึ่งเศรษฐีได้ปลาและเนื้อมาเป็นจำนวนมาก พ่อครัวจึงนำปลาและเนื้อเหล่านั้นไปแขวนในโรงครัว เจ้ากามองดูด้วยความอยากกินเป็นอย่างยิ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อถึงเวลาออกไปหาอาหารมันจึงแสร้งทำเป็นป่วยทำให้ไม่สามารถออกไปหากินกับนกพิราบได้ แต่นกพิราบนั้นไม่เชื่อและรู้ว่ากาอยากกินปลาและเนื้อในโรงครัวจึงเตือนกาไม่ให้ทำเช่นนั้นเพราะอาจมีภัยมาสู่ตัวได้ แต่กาก็ยังคงยืนยันว่าไม่สามารถออกไปหาอาหารได้จริงๆ นกพิราบจนใจจะตักเตือนจึงบินไปหากินแต่เพียงผู้เดียว ภายในโรงครัวเมื่อพ่อครัวปรุงอาหารที่ทำด้วยปลาและเนื้อเสร็จก็ออกไปยืนคลายร้อนอยู่ด้านนอก ครั้นกาเห็นดังนั้นจึงรีบบินลงมาหมายจะโฉบอาหารที่ปรุงไว้ไปกิน แต่พ่อครัวกลับเข้ามาเห็นเข้าพอดีก็โกรธมากที่นอกจากกาจะไม่สำนึกบุญคุณแล้วยังคิดจะขโมยอาหารของเศรษฐีกินอีก จึงได้จับกามาถอนขนออกทั้งตัวพร้อมตำน้ำพริกสดผสมเกลือป่นคุลกกับเนยเปรี้ยวแล้วนำมาทาทั่วตัวของกา กานั้นทรมานอย่างแสนสาหัส จากนั้นพ่อครัวก็จับกาโยนเข้าไปในกระเช้าของมัน ตกเย็นเมื่อนกพิราบกลับมาเห็นเข้าก็กล่าวว่าที่กาต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะความโลภและไม่เชื่อฟังในคำเตือนของตน จากนั้นนกพิราบก็คิดได้ว่าเมื่อกาทำให้มนุษย์ไม่ไว้ใจเสียแล้ว ไม่ช้าก็อาจจะมีภัยร้ายมาสู่ตนได้จึงบินหนีไปหาที่อยู่ใหม่ ส่วนเจ้ากาก็ได้สิ้นใจตายด้วยความทุกข์ทรมาน ข้อคิดจากนิทานพื้นบ้าน : ผู้ที่มีใจคด มีความโลภอยากได้ของของผู้อื่น ย่อมนำหายนะมาสู่ตนเองไม่วันใดก็วันหนึ่ง

พญาช้างผู้เมตตากับนายพรานอกตัญญู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าหิมพานต์มีพญาช้างเชือกหนึ่งกายนั้นมีสีขาวดั่งเงินยวง นัยน์ตางามคล้ายดวงแก้ว ปากแดง งวงเป็นพวงเงิน รูปร่างช่างงดงามยิ่งนัก ชื่อว่า “สีลวนาคราช” แต่เดิมเคยมีช้างถึง 8 หมื่นเชือกเป็นบริวาร ต่อมาเกิดเห็นโทษของการอยู่เป็นหมู่คณะจึงได้ปลีกตัวออกจากโขลงไปอาศัยอยู่ในป่าอย่างสันโดษเพียงลำพัง ครั้งนั้นมีนายพรานผู้หนึ่งเดินหาของป่าจนหลงทางเข้าไปในป่าลึก เมื่อหาทางออกจากป่าไม่ได้จึงร้องไห้คร่ำครวญเพราะกลัวความตาย ครั้นพญาสีลวนาคราชได้ยินเข้าก็เกิดสงสารเดินออกไปตามหานายพรานผู้นี้ จากนั้นก็ได้ให้นายพรานขี่หลังตนแล้วพากลับไปยังที่พัก ทั้งหาผลไม้ต่างๆ มาให้นายพรานได้กินประทังชีวิต เป็นเช่นนั้นอยู่ประมาณ 3 วัน เมื่อนายพรานแข็งแรงดีแล้วจึงขึ้นขี่หลังพญาช้างสีลวนาคราชออกจากป่าไป โดยไม่รู้ตัวเลยว่านายพรานได้แอบทำเครื่องหมายกำกับทิศทางไว้กับต้นไม้ตลอดทาง ขณะถึงปากทางใหญ่พญาช้างก็ส่งนายพรานลงแล้วกำชับว่าอย่าได้บอกที่อยู่ของตนให้ใครรู้เป็นอันขาด ต่อมานายพรานได้เดินผ่านหมู่บ้านช่างทำงา เห็นช่างทำงากำลังนำงาช้างมาทำเป็นสิ่งของต่างๆ ก็ถามว่า “งาจากช้างเป็นพอจะมีราคาหรือไม่” พวกช่างทำงาตอบว่า “งาที่ได้จากงาช้างเป็นนั้นมีราคามากกว่างาที่ได้จากช้างที่ตายแล้วหลายเท่านัก” เมื่อได้ฟังดังนั้นนายพรานก็ไม่รอช้ารีบเตรียมเสบียงอาหารพร้อมกับนำเลื่อยเดินทางเข้าป่าไปหาพญาช้างสีลวนาคราชตามทิศทางที่ตนได้แอบทำเครื่องหมายไว้ทันที ครั้นพญาช้างเห็นนายพรานกลับมาจึงถามว่าต้องการสิ่งใด นายพรานก็ตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนยากจน จึงอยากขอปันงาของท่านไปขายเพื่อเลี้ยงชีพสักหน่อยจะได้หรือไม่” พญาช้างผู้มีเมตตาจึงอนุญาตให้ตัดงาส่วนปลายของตนไป นายพรานจึงรีบทำการตัดส่วนปลายงาออกทันทีแล้วนำไปขายให้แก่ช่างทำงา ได้เงินมาเป็นจำนวนมากแต่ไม่รู้จักใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ทำให้เงินที่ได้มาหมดลงอย่างรวดเร็ว นายพรานใจบาปจึงได้กลับไปหาพญาช้างอีกครั้ง คราวนี้ตัดงาส่วนกลางที่ยังเหลืออยู่ไปขาย ครั้นใช้เงินหมดก็กลับไปขอตัดงาอีกเช่นเคย แต่คราวนี้เหลือแค่เพียงส่วนโคนที่ฝังอยู่ในเนื้อของพญาช้าง แต่ด้วยความมีเมตตาอันสูงส่งของพญาช้างก็อนุญาตให้นายพรานตัดไป นายพรานผู้อกตัญญูได้ขึ้นเหยียบขึ้นไปบนงวงขณะพญาช้างคู้เข่าลงให้ แล้วปีนขึ้นไปยังศีรษะของพญาช้าง เหยียบเท้าลงที่โคนงาแล้วใช้เลื่อยผ่าเนื้อตรงโคนงาของพญาช้างออก จากนั้นก็เลื่อยเอาโคนงาทั้งสองข้างออก สร้างความเจ็บปวดทรมานให้แก่พญาช้างเป็นอย่างมาก ทว่าเมื่อนายพรานใจบาปขณะกำลังแบกโคนงาทั้งสองข้างไปจนพ้นสายตาของพญาช้างแล้ว แผ่นดินก็แยกออก เปลวไฟจากนรกแผ่ขึ้นมาห่อหุ้มร่างของนายพรานอกตัญญูพาลงไปชดใช้กรรมอยู่ในนรกอเวจีทันที ข้อคิดจากนิทานชาดก : คนอกตัญญูย่อมต้องพบกับความฉิบหาย

แมวกับหนู

ณ บ้านหลังหนึ่งมีหนูชุกชุมมาก เจ้าของบ้านจึงนำแมวมาเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดหนู ฝ่ายแมวนั้นก็คอยจับหนูกินทุกวันจนกระทั่งหนูนั้นค่อยๆ ลดจำนวนลง ส่วนบรรดาพวกหนูที่เหลืออยู่ต่างก็ปรึกษาและตกลงกันว่าจะหาอาหารบริเวณใกล้ๆ รู้เท่านั้น และจะไม่ลงไปกินอาหารที่ห้องครัวอีกเป็นอันขาด หลังจากนั้นแมวที่เฝ้าอยู่ตรงห้องครัวก็ไม่เห็นหนูอีกเลยแม้แต่ตัวเดียว ทำให้แมวเริ่มสงสัยว่าทำไมพวกหนูจึงไม่ออกมาหาอาหารเหมือนเช่นเคย แมวจึงออกอุบายแกล้งทำเป็นนอนตายแล้วซ่อนเล็บอันแหลมคมของมันไว้ด้านหลังเพื่อให้บรรดาพวกหนูตายใจ แต่มีหนูตัวหนึ่งรู้ทันว่าแมวกำลังแกล้งตายอยู่จึงกล่าวว่า “โธ่! เจ้าแมวจอมเจ้าเล่ห์ พวกข้าต่างรู้ดีว่ามันคือกลลวงของเจ้า ข้าและเพื่อนๆ ไม่เชื่อในอุบายตื้นๆ ของเจ้าหรอก” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ผู้มีปัญญาย่อมรู้ทันกลลวงของคนชั่ว