ชายง่อยนักดีดกรวดกับปุโรหิตจอมพูดมาก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในพระราชสำนักของพระเจ้าพรหมทัตพระราชาแห่งเมืองพาราณสี มีปุโรหิตประจำราชสำนักอยู่ผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนที่พูดมาก โดยหากได้ตั้งต้นพูดขึ้นมาแล้วก็จะพูดฉอดๆ เป็นต่อยหอยไม่ยอมหยุด และไม่มีใครสามารถพูดแทรกเขาได้เลย จนทำให้คนทั่วไปต่างเอือมระอาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าพรหมทัตที่ทรงเบื่อหน่ายในพฤติกรรมพูดมากของปุโรหิตผู้นี้เป็นอันมาก วันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสด็จออกจากเมืองไปยังอุทยานหลวงด้วยราชรถ ระหว่างทางนั้นได้ทรงทอดพระเนตรเห็นใบของต้นไทรมีรอยปรุเป็นรูปสัตว์ต่างๆ อยู่ ทั้งม้า ช้าง อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จึงตรัสถามมหาดเล็กว่าใครเป็นคนทำ มหาดเล็กก็ทูลตอบว่าเด็กๆ ชาวบ้านได้ร้องขอให้ชายง่อยผู้มีฝีมือดีดกรวดเป็นผู้ดีดก้อนกรวดใส่ใบของต้นไทรเหล่านั้นจนกลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เกิดขึ้น พระเจ้าพรหมทัตจึงมีรับสั่งให้ไปนำตัวชายง่อยมา เมื่อมหาดเล็กได้นำชายง่อยมาเข้าเฝ้าแล้ว พระเจ้าพรหมทัตก็ตรัสถามว่า “ในราชสำนักของเรามีปุโรหิตจอมพูดมากคนหนึ่ง เจ้าพอจะใช้ฝีมือดีดกรวดของเจ้าทำให้เขาสงบปากสงบคำลงได้บ้างหรือไม่” ชายง่อยจึงตอบว่า “ได้พระเจ้าค่ะ ขอมูลแพะให้ข้าพระองค์สักหนึ่งทะนาน แล้วข้าพระองค์จะทำให้เขาไม่พูดมากอีกพระเจ้าข้า” จากนั้นพระเจ้าพรหมทัตก็ให้มหาดเล็กนำตัวชายง่อยเข้าไปซ่อนอยู่หลังผ้าม่านในท้องพระโรง โดยแหวกม่านไว้เป็นช่องเล็กๆ แล้วนำมูลแพะหนึ่งทะนานมาตั้งไว้ใกล้มือของชายง่อย พร้อมกับจัดที่นั่งของปุโรหิตจอมพูดมากให้ตรงกับช่องผ้าม่านนั้น เมื่อถึงเวลาประชุมราชการ เหล่าขุนนางก็ต่างพากันทยอยเข้าท้องพระโรง และเมื่อทุกคนมากันอย่างพร้อมเพรียงแล้วพระองค์ก็ทรงเริ่มเปิดบทการสนทนา ฝ่ายปุโรหิตเมื่อได้พูดแล้วก็พูดฉอดๆ ไม่ยอมหยุด และไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้พูดเหมือนอย่างเช่นเคย ชายง่อยสบโอกาสขณะที่ปุโรหิตกำลังอ้าปากพูดอยู่นั้น ได้ดีดมูลแพะใส่ปากปุโรหิตจอมพูดมากครั้งละก้อนๆ ปุโรหิตก็กลืนมูลแพะทีละก้อนๆ โดยไม่รู้ตัวเลยจนกระทั่งมูลแพะหมดทะนาน เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทรงทราบว่ามูลแพะได้เข้าไปอยู่ในท้องของปุโรหิตบุคคลสำคัญหมดแล้วก็ตรัสว่า “นี่แน่ะท่านปุโรหิต อันธรรมดานั้นมูลแพะจะไม่ย่อยในร่างกายมนุษย์ ดังนั้นท่านจงรีบไปดื่มน้ำประยงค์เพื่อสำรอกมูลแพะทั้งหมดนั้นออกมาโดยเร็วก่อนที่จะล้มป่วยเถิด” ปุโรหิตเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจเป็นอันมาก ยิ่งได้ดื่มน้ำประยงค์ก็ยิ่งเห็นมูลแพะมากมายที่ตนสำรอกออกมาก็ยิ่งรู้สึกเข็ดขยาด กลายเป็นคนสงบปากสงบคำ ไม่กล้าเปิดปากพูดมากอีกเลยนับแต่นั้นเป็นต้นมา และเพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยให้ทุกคนได้อยู่สุขสบายหูมากขึ้น พระองค์จึงทรงพระราชทานทรัพย์สมบัติมากมายให้แก่ชายง่อย ในครั้งนั้นอำมาตย์บัณฑิตแห่งราชสำนักของพระเจ้าพระหมทัตได้กราบทูลว่า “ขึ้นชื่อว่าศิลปะ แม้จะเป็นศิลปะประเภทใดก็ย่อมนำความสำเร็จมาสู่ชีวิตของผู้ฝึกฝนอย่างเชี่ยวชาญได้ในสักวัน เช่นเดียวกับที่ชายง่อยผู้นี้ได้นำความสุขมาสู่ตนเองเพราะการดีดมูลแพะนั่นเอง”   ข้อคิดจากนิทานพื้นบ้าน : หมั่นฝึกฝนตนเองให้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วจะพบกับความสำเร็จได้ในที่สุด

ดอกกุหลาบและดอกบานไม่รู้โรย

ณ สวนแห่งหนึ่ง มีดอกกุหลาบแสนสวยบานสะพรั่ง ซึ่งข้างๆ กันนั้นก็มีดอกบานไม่รู้โรยต้นเล็กๆ ขึ้นอยู่เช่นกัน วันหนึ่งดอกบานไม่รู้โรยได้พูดกับดอกกุหลาบขึ้นว่า “ข้าอิจฉาท่านเสียจริง ท่านช่างเป็นดอกไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมที่ใครๆ ต่างก็อยากชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ผึ้ง หรือผีเสื้อ ข้าเองก็อยากมีความงามและกลิ่นหอมเหมือนเช่นท่านบ้าง” บุคคลสำคัญ เมื่อดอกกุหลาบได้ยินดังนั้นก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอันเศร้าว่า “โธ่! เจ้าดอกบานไม่รู้โรยผู้ไร้เดียงสา เจ้าช่างโชคดีนักที่เกิดมาแล้วไม่มีผู้ใดต้องการเด็ดไปเชยชม เจ้าจะแข็งแรงและมีชีวิตอยู่อย่างยาวนานแม้ว่าฤดูกาลจะแปรเปลี่ยนไปเช่นไรก็ตาม ผิดกับข้าที่มีชีวิตอยู่ได้ในเวลาเพียงสั้นๆ เพราะเมื่อมีคนมาเด็ดข้าไปเชยชมสมใจแล้ว ไม่นานข้าก็จะเหี่ยวเฉาโรยราลงเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้นเอง”

นกพิราบกับกาใจคด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกาตัวหนึ่งบินผ่านโรงครัวของเศรษฐีแห่งกรุงพาราณสี ได้กลิ่นอาหารที่ปรุงจากปลาและเนื้อ ด้วยความอยากกินมันจึงบินมาเกาะบนกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงครัว และพยายามคิดหาวิธีที่จะได้กินอาหารนั้น ซึ่งขณะนั้นเองได้มีนกพิราบตัวหนึ่งบินกลับมานอนในกระเช้าที่โรงครัว ซึ่งพ่อครัวเป็นผู้ผูกกระเช้านี้ให้แก่นกพิราบได้หลับนอนเป็นรัง เมื่อกาเห็นดังนั้นก็คิดจะใช้นกพิราบให้ขโมยปลาและเนื้อในโรงครัวนี้มากิน เช้าวันรุ่งขึ้นขณะนกพิราบออกไปหากินตามปกติ เจ้ากาก็บินตามหลังไปติดๆ พร้อมกล่าวกับนกพิราบว่ามันชอบในกิริยาของนกพิราบยิ่งนัก จึงอยากขอตามไปดูแลนกพิราบในทุกๆ ที่ นกพิราบจึงตกลงและให้กาไปหากินด้วยกัน พอตกเย็นนกพิราบก็พากากลับมายังโรงครัวด้วย พ่อครัวเมื่อเห็นกามากับนกพิราบก็เกิดเอ็นดูคิดว่านกสองตัวเป็นเพื่อนกันจึงได้นำกระเช้าอีกใบมาแขวนไว้ให้เจ้ากาได้อยู่ใกล้ๆ กับนกพิราบ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากาก็ได้อาศัยกระเช้านั้นเป็นรังนอน แต่ก็ยังไม่วายคิดที่จะหาโอกาสขโมยปลาและเนื้อจากโรงครัวมากินอยู่เสมอ วันหนึ่งเศรษฐีได้ปลาและเนื้อมาเป็นจำนวนมาก พ่อครัวจึงนำปลาและเนื้อเหล่านั้นไปแขวนในโรงครัว เจ้ากามองดูด้วยความอยากกินเป็นอย่างยิ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อถึงเวลาออกไปหาอาหารมันจึงแสร้งทำเป็นป่วยทำให้ไม่สามารถออกไปหากินกับนกพิราบได้ แต่นกพิราบนั้นไม่เชื่อและรู้ว่ากาอยากกินปลาและเนื้อในโรงครัวจึงเตือนกาไม่ให้ทำเช่นนั้นเพราะอาจมีภัยมาสู่ตัวได้ แต่กาก็ยังคงยืนยันว่าไม่สามารถออกไปหาอาหารได้จริงๆ นกพิราบจนใจจะตักเตือนจึงบินไปหากินแต่เพียงผู้เดียว ภายในโรงครัวเมื่อพ่อครัวปรุงอาหารที่ทำด้วยปลาและเนื้อเสร็จก็ออกไปยืนคลายร้อนอยู่ด้านนอก ครั้นกาเห็นดังนั้นจึงรีบบินลงมาหมายจะโฉบอาหารที่ปรุงไว้ไปกิน แต่พ่อครัวกลับเข้ามาเห็นเข้าพอดีก็โกรธมากที่นอกจากกาจะไม่สำนึกบุญคุณแล้วยังคิดจะขโมยอาหารของเศรษฐีกินอีก จึงได้จับกามาถอนขนออกทั้งตัวพร้อมตำน้ำพริกสดผสมเกลือป่นคุลกกับเนยเปรี้ยวแล้วนำมาทาทั่วตัวของกา กานั้นทรมานอย่างแสนสาหัส จากนั้นพ่อครัวก็จับกาโยนเข้าไปในกระเช้าของมัน ตกเย็นเมื่อนกพิราบกลับมาเห็นเข้าก็กล่าวว่าที่กาต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะความโลภและไม่เชื่อฟังในคำเตือนของตน จากนั้นนกพิราบก็คิดได้ว่าเมื่อกาทำให้มนุษย์ไม่ไว้ใจเสียแล้ว ไม่ช้าก็อาจจะมีภัยร้ายมาสู่ตนได้จึงบินหนีไปหาที่อยู่ใหม่ ส่วนเจ้ากาก็ได้สิ้นใจตายด้วยความทุกข์ทรมาน ข้อคิดจากนิทานพื้นบ้าน : ผู้ที่มีใจคด มีความโลภอยากได้ของของผู้อื่น ย่อมนำหายนะมาสู่ตนเองไม่วันใดก็วันหนึ่ง

พญาลิงผู้เสียสละเพื่อฝูง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในป่าหิมพานต์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ได้มีพญาลิงอยู่ตัวหนึ่งมีพละกำลังเท่าช้างห้าเชือก คอยทำหน้าที่ปกครองดูแลฝูงลิงที่มีอยู่แปดหมื่นตัว โดยลิงฝูงนี้ได้อาศัยผลมะม่วงรสเลิศจากต้นมะม่วงใหญ่ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคากินเป็นอาหาร ซึ่งมะม่วงต้นนี้ได้แผ่กิ่งก้านสาขาออกเป็นวงกว้างแถมออกผลดกทุกกิ่งอีกด้วย โดยแต่ละผลนั้นมีขนาดใหญ่เท่าหม้อ เมื่อผลมะม่วงสุกบ้างก็จะตกลงบนบก บ้างก็ตกลงไปในน้ำ พญาลิงเมื่อมองผลมะม่วงที่ตกลงไปในน้ำก็คิดถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้า จึงได้สั่งให้ลิงทั้งหลายช่วยกันเก็บมะม่วงทั้งผลอ่อนผลแก่จากกิ่งไม้ที่ยื่นล้ำออกไปยังแม่น้ำกินให้หมด ทว่ามีมะม่วงอยู่ผลหนึ่งซึ่งมีมดแดงทำรังครอบไว้จึงทำให้รอดพ้นสายตาฝูงลิงเหล่านี้ไปได้ จนกระทั่งผลสุกเต็มที่ก็ร่วงหล่นลงไปในแม่น้ำและไหลไปตามกระแสน้ำนั้น ซึ่งมะม่วงผลนั้นได้ลอยไปติดเข้ากับตาข่ายกั้นน้ำของพระเจ้าพรหมทัตแห่งเมืองพาราณสี เมื่อพระองค์ทรงกีฬาทางน้ำเสร็จแล้ว หลังจากที่มหาดเล็กมาเก็บตาข่ายก็พบกับผลไม้ผลใหญ่นี้เข้าแต่ไม่รู้ว่าเป็นผลอะไรจึงได้นำไปถวายพระเจ้าพรหมทัต ซึ่งพระเจ้าพรหมทัตก็ตรัสถามเหล่าเสนาอำมาตย์ทุกคนต่างก็ไม่มีใครรู้ว่ามันคือผลอะไรกันแน่ พระพรหมทัตจึงมีรับสั่งให้ไปตามตัวพรานป่ามาสอบถาม พรานป่าก็ตอบว่ามันคือผลมะม่วง พระเจ้าพรหมทัตจึงลองเสวยเนื้อมะม่วงผลนี้ก็เกิดติดพระทัยในรสชาติความอร่อยของมะม่วงเป็นอย่างมาก จึงตรัสถามพรานป่าว่า “ต้นมะม่วงที่ให้รสชาติเลิศขนาดนี้อยู่ที่ไหน” พรานป่าจึงกราบทูลว่า “อยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาในป่าหิมพานต์พระเจ้าข้า” พระเจ้าพรหมทัตพร้อมเหล่าเสนาอำมาตย์และทหารผู้ติดตามได้ล่องเรือไปตามแม่น้ำคงคาจนพบเข้ากับต้นมะม่วงที่ว่า จึงทรงรับสั่งให้จัดเตรียมที่บรรทมใต้ต้นมะม่วงแล้วเสวยมะม่วงอย่างอิ่มหนำสำราญ โดยมีทหารคอยรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ในเวลาเที่ยงคืนเมื่อทุกคนหลับกันหมดแล้ว ฝูงลิงก็พากันออกมาเก็บผลมะม่วงกินจากกิ่งนั้นไปกิ่งนี้ พระเจ้าพรหมทัตได้ยินเสียงก็เกิดสะดุ้งตื่นจากบรรทม เมื่อเห็นเป็นฝูงลิงมากมายกำลังเก็บมะม่วงกินกันก็ทรงกริ้วเป็นอย่างมากสั่งให้พลทหารเตรียมธนูไว้ และเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมีแสงพอจะเห็นได้ก็รับสั่งให้ยิงฝูงลิงเหล่านั้นเสีย ครั้นฝูงลิงเห็นธนูที่รายล้อมต้นมะม่วงดังนั้นก็เกิดความหวาดกลัวรีบไปบอกให้พญาลิงช่วยเหลือ พญาลิงได้ปลอบขวัญเหล่าลิงทั้งหลายแล้วรีบกระโจนไปยังพุ่มไม้ฝั่งตรงข้ามด้วยกำลังมหาศาล ตัดเอาเถาหวายโดยกะความยาวให้สามารถขึงเป็นเส้นทางเดินระหว่างต้นไม้ทั้งสองฝั่งได้ แล้วทำการผู้เถาหวายด้านหนึ่งไว้กับต้นไม้ใหญ่ ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งผูกเข้ากับเอวของตน แล้วรีบกระโจนกลับไปยังต้นมะม่วงโดยตั้งใจว่าจะเอาส่วนที่ผูกเอวตนอยู่นั้นผูกเข้ากับกิ่งมะม่วง ทว่าพญาลิงลืมเผื่อความยาวของเถาหวายในส่วนที่ผูกเอวไว้ทำให้ความยาวไม่พอ จึงต้องใช้มือเหนี่ยวกิ่งมะม่วงและใช้ร่างกายของตนเป็นสะพานทอดไปยังต้นมะม่วงแทน แล้วบอกฝูงลิงว่า “บริวารทั้งหลาย จงเหยียบขึ้นบนหลังของเราแล้วไต่ข้ามไปอีกฝั่งโดยเร็วเถิด” ฝูงลิงทั้งแปดหมื่นตัวได้ทำความเคารพพร้อมกล่าวขอขมาแด่พญาลิงแล้วไต่ข้ามไปทีละตัว ซึ่งขณะนั้นมีลิงเกเรอยู่ตัวหนึ่งเห็นว่าสบโอกาสเพราะอยากเป็นใหญ่เหนือพญาลิง จึงปีนขึ้นไปยังกิ่งมะม่วงที่สูงที่สุดแล้วกระโดดลงมากระทืบบริเวณหลังตรงหัวใจของพญาลิง ซึ่งแรงนั้นทำให้พญาลิงบอบช้ำสาหัสแต่ก็ยังคงอดทนให้ลิงตัวอื่นๆ สามารถไต่ข้ามไปอีกฝั่งได้อย่างปลอดภัย ครั้นพระเจ้าพรหมทัตทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้นก็มีรับสั่งให้ทหารไปนำตัวพญาลิงมาดูแลรักษาอาการและจัดที่นอนให้เป็นอย่างดี พร้อมกับตรัสถามพญาลิงว่า “ไยท่านจึงต้องทอดตัวเป็นสะพานให้แก่ฝูงลิง ท่านเป็นอะไรกับพวกมัน แล้วพวกมันเป็นอะไรกับท่าน” พญาลิงจึงตอบกลับไปว่า “เขาเหล่านั้นคือบริวารของข้า และข้าก็คือหัวหน้าผู้ปกครองดูแลพวกเขา เมื่อพวกเขาตกอยู่ในอันตรายและความเศร้าหมอง ข้าก็ต้องช่วยพวกเขาให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้น เช่นเดียวกับพระองค์ผู้เป็นราชาก็มีหน้าที่ดูแลประชาชนด้วยคุณธรรม ให้ประชาชนของพระองค์อยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน” เมื่อกล่าวจบพญาลิงก็สิ้นใจตาย ทำให้พระพรหมทัตเกิดความยกย่องในตัวพญาลิง จึงทรงจัดพิธีศพให้แก่พญาลิงอย่างสมเกียรติเทียบเท่ากษัตริย์ จากนั้นพระองค์ก็ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยหลักคุณธรรมตามโอวาทของพญาลิงตราบจนสิ้นรัชกาล ข้อคิดจากนิทานพื้นบ้าน : หน้าที่อันยิ่งใหญ่ของผู้นำคือการเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของเหล่าบริวาร

นายกาฬกรรณี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งชื่อว่า “กาฬกรรณี” เกิดความลำบากยากแค้นในชีวิต ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร จึงเดินทางไปหาท่านเศรษฐีผู้หนึ่งแห่งเมืองพาราณสีเพื่อขอความช่วยเหลือโดยอาสาจะทำงานรับใช้ทุกอย่าง ท่านเศรษฐีเห็นว่านายกาฬกรรณีนั้นเคยเป็นเพื่อนเล่นกับตนมาตั้งแต่เด็กจึงรับเข้ามาอยู่ร่วมเรือนด้วย แต่หมู่ญาตินั้นกลับไม่สบายใจที่นายกาฬกรรณีจะเข้ามาอยู่ในเรือนด้วย เนื่องจากชื่อของนายกาฬกรรณีที่ฟังดูไม่ใคร่เป็นมงคลเท่าไรนัก จึงพยายามทักท้วงท่านเศรษฐีให้ขับไล่นายกาฬกรรณีออกไปเสีย แต่ท่านเศรษฐีนั้นเห็นว่ามิตรภาพสำคัญกว่าชื่อจึงไม่ยอมทำตาม ต่อมาท่านเศรษฐีต้องเดินทางไปทำธุระยังต่างเมือง จึงได้วานให้นายกาฬกรรณีช่วยดูแลเรือนของตนให้ดี นายกาฬกรรณีสำนึกในบุญคุณของเศรษฐีจึงอยู่เฝ้าเรือนทั้งคืนโดยไม่ยอมหลับนอน แล้วในคืนนั้นเองขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับอยู่นั้นก็เกิดมีกลุ่มโจรลอบเข้ามาหมายจะปล้นเรือนเศรษฐี นายกาฬกรรณีเห็นเข้าก็รีบตีฆ้อง ตีกลอง เป่าแตรสังข์ของท่านเศรษฐีเป็นการใหญ่ เพื่อปลุกให้คนในเรือนตื่นขึ้นมาช่วยกันขับไล่กลุ่มโจร ฝ่ายโจรเมื่อได้ยินเสียงดังลั่นเรือนก็พากันแตกตื่นหนีหายไปจนหมด เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายลง ทุกๆ คนในเรือนเศรษฐีจึงพากันสรรเสริญนายกาฬกรรณีที่ช่วยให้พวกตนและทรัพย์สมบัติของท่านเศรษฐีรอดพ้นจากโจรร้ายได้ ครั้นเมื่อเศรษฐีกลับมาถึงและทราบเรื่องจึงยกย่องนายกาฬกรรณีในฐานะมิตรที่รู้คุณ พร้อมกล่าวแก่ญาติทั้งหลายว่า “เห็นไหมเล่า ว่าชื่อของคนนั้นจะเอามาเปรียบกับจิตใจของเขาไม่ได้เลย หากวันนั้นเราไล่สหายกาฬกรรณีไป วันนี้เรามิต้องสิ้นเนื้อประดาตัวหรอกหรือ” จากนั้นท่านเศรษฐีก็มอบทรัพย์สมบัติเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจให้แก่นายกาฬกรรณีมากมาย และไมมีใครคิดที่จะดูถูกนายกาฬกรรณีเพียงเพราะชื่อที่ฟังดูไม่เป็นมงคลของเขาอีกเลย ข้อคิดจากนิทานพื้นบ้าน : อย่าเลือกคบสหายเพราะชื่อเสียงเรียงนามของเขา แต่จงคบสหายโดยดูที่จิตใจอันดีงามของเขา

สังข์ทอง

“ท้าวยศวิมล” มีมเหสีชื่อ”นางจันท์เทวี” มีสนมเอกชื่อ “นางจันทาเทวี” …พระองค์ไม่มีโอรสธิดาจึงบวงสรวงและรักษาศีลห้าเพื่อขอบุตร …และประกาศแก่พระมเหสีและนางสนมว่าถ้าใครมีโอรสก็จะมอบเมืองให้ครอง ต่อมานางจันท์เทวีทรงครรภ์ เทวบุตรจุติมา เป็นพระโอรสของนาง แต่ประสูติมาเป็น”หอยสังข์” …นางจันทาเทวีเกิดความริษยาจึงติดสินบนโหรหลวงให้ทำนายว่าหอยสังข์จะทำให้บ้านเมืองเกิดความหายนะ ท้าวยศวิมลหลงเชื่อนางจันทาเทวี จึงจำใจต้องเนรเทศนางจันท์เทวีและหอยสังข์ไปจากเมือง …นางจันท์เทวีพาหอยสังข์ไปอาศัยตายายช่าวไร่ ช่วยงานตายายเป็นเวลา 5 ปี พระโอรสในหอยสังข์แอบออกมาช่วยทำงาน เช่น หุงหาอาหาร ไล่ไก่ไม่ให้จิกข้าว เมื่อนางจันท์เทวีทราบก็ทุบหอยสังข์เสีย ในเวลาต่อมา พระนางจันทาเทวีได้ไปว่าจ้างแม่เฒ่าสุเมธาให้ช่วยทำเสน่ห์เพื่อที่ท้าวยศวิมลจะได้หลงอยู่ในมนต์สะกด และได้ยุยงให้ท้าวยศวิมลไปจับตัวพระสังข์มาประหาร ท้าวยศวิมลจึงมีบัญชาให้จับตัวพระสังข์มาถ่วงน้ำ แต่ท้าวภุชงค์(พญานาค) ราชาแห่งเมืองบาดาลก็มาช่วยไว้ และนำไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ก่อนจะส่งให้นางพันธุรัตเลี้ยงดูต่อไปจนพระสังข์มีอายุได้ 15 ปีบริบูรณ์ วันหนึ่ง นางพันธุรัตได้ไปหาอาหาร พระสังข์ได้แอบไปเที่ยวเล่นที่หลังวัง และได้พบกับบ่อเงิน บ่อทอง รูปเงาะ เกือกทอง(รองเท้าทองนั้นเอง) ไม้พลอง และพระสังข์ก็รู้ความจริงว่านางพันธุรัตเป็นยักษ์ เมื่อพระสังข์พบเข้ากับโครงกระดูก จึงได้เตรียมแผนการหนีด้วยการสวมกระโดดลงไปชุบตัวในบ่อทอง สวมรูปเงาะ กับเกือกทอง และขโมยไม้พลองเหาะหนีไป เมื่อนางพันธุรัตทราบว่าพระสังข์หนีไป ก็ออกตามหาจนพบพระสังข์อยู่บนเขาลูกหนึ่ง จึงขอร้องให้พระสังข์ลงมา แต่พระสังข์ก็ไม่ยอม นางพันธุรัตจึงเขียนมหาจินดามนตร์ที่ใช้เรียกเนื้อเรียกปลาได้ไว้ที่ก้อนหิน ก่อนที่นางจะอกแตกตาย ซึ่งพระสังข์ได้ลงมาท่องมหาจินดามนตร์จนจำได้ และได้สวมรูปเงาะออกเดินทางต่อไป พระสังข์เดินทางมาถึงเมืองสามล ซึ่งมี “ท้าวสามล”และ “พระนางมณฑา” ปกครองเมือง ซึ่งท้าวสามลและพระนางมณฑามีธิดาล้วนถึง 7 พระองค์ โดยเฉพาะ พระธิดาองค์สุดท้องที่ชื่อ “รจนา” มีสิริโฉมเลิศล้ำกว่าธิดาทุกองค์ จนวันหนึ่งท้าวสามลได้จัดให้มีพิธีเสี่ยงมาลัยเลือกคู่ให้ธิดาทั้งเจ็ด ซึ่งธิดาทั้ง 6 ต่างเสี่ยงมาลัยได้คู่ครองทั้งสิ้น เว้นแต่นางรจนาที่มิได้เลือกเจ้าชายองค์ใดเป็นคู่ครอง ท้าวสามลจึงได้ให้ทหารไปนำตัวพระสังข์ในร่างเจ้าเงาะซึ่งเป็นชายเพียงคนเดียวที่เหลือในเมืองสามล ซึ่งนางรจนาเห็นรูปทองภายในของเจ้าเงาะ จึงได้เสี่ยงพวงมาลัยให้เจ้าเงาะ ทำให้ท้าวสามลโกรธมากจึงเนรเทศนางรจนาไปอยู่ที่กระท่อมปลายนากับเจ้าเงาะ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระอินทร์ อาสน์ที่ประทับของพระอินทร์เกิดแข็งกระด้าง อันเป็นสัญญาณว่ามีผู้มีบุญกำลังเดือดร้อน จึงส่องทิพยเนตรลงไปพบเหตุการณ์ในเมืองสามล จึงได้แปลงกายเป็นกษัตริย์เมืองยกทัพไปล้อมเมืองสามล ท้าให้ท้าวสามลออกมาแข่งตีคลีกับพระองค์ หากท้าวสามลแพ้ พระองค์จะยึดเมืองสามลเสีย …ท้าวสามลส่งหกเขยไปแข่งตีคลีกับพระอินทร์ แต่ก็แพ้ไม่เป็นท่า จึงจำต้องเรียกเจ้าเงาะให้มาช่วยตีคลี ซึ่งนางรจนาได้ขอร้องให้สามีช่วยถอดรูปเงาะมาช่วยตีคลี เจ้าเงาะถูกขอร้องจนใจอ่อน และเงาะป่าก็ถอดรูปเป็นพระสังข์ทองใส่เกือกแก้วเหาะขึ้นไปตีคลีกับพระอินทร์จนชนะ พระอินทร์ก็กลับไปบนสวรรค์ หลังจากเสร็จภารกิจที่เมืองสามลแล้ว พระอินทร์ได้ไปเข้าฝันท้าวยศวิมล และเปิดโปงความชั่วของพระนางจันทาเทวีผู้เป็นสนมเอก พร้อมกับสั่งให้ท้าวยศวิมลไปรับพระนางจันท์เทวีกับพระสังข์มาอยู่ด้วยกันดังเดิม ท้าวยศวิมลจึงยกขบวนเสด็จไปรับพระนางจันท์เทวีกลับมา และพากันเดินทางไปยังเมืองสามลเมื่อตามหาพระสังข์ ท้าวยศวิมลและพระนางจันท์เทวีปลอมตัวเป็นสามัญชนเข้าไปอยู่ในวัง โดยท้าวยศวิมลเข้าไปสมัครเป็นช่างสานกระบุง ตะกร้า ส่วนพระนางจันท์เทวีเข้าไปสมัครเป็นแม่ครัว และในวันหนึ่ง พระนางจันท์เทวีก็ปรุงแกงฟักถวายพระสังข์ โดยพระนางจันท์เทวีได้แกะสลักชิ้นฟักเจ็ดชิ้นเป็นเรื่องราวของพระสังข์ตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้พระสังข์รู้ว่าพระมารดาตามมาแล้ว จึงมาที่ห้องครัวและได้พบกับพระมารดาที่พลัดพรากจากกันไปนานอีกครั้ง…หลังจากนั้น ท้าวยศวิมล พระนางจันท์เทวี พระสังข์กับนางรจนาได้เดินทางกลับเมืองยศวิมล ท้าวยศวิมลได้สั่งประหารพระนางจันทาเทวี และสละราชสมบัติให้พระสังข์ได้ครองราชย์สืบต่อมา

โสนน้อยเรือนงาม

ที่”นครโรมวิสัย” มีกษัตริย์ครองอยู่ มีพระราชธิดาที่สวยงามมาก พระราชธิดานี้เมื่อประสูติมีเรื่อนไม้เล็กๆ ติดมือออกมาด้วย เรือนนี้เมื่อพระธิดาเจริญวัยขึ้น เรือนไม้นี้ก็โตขึ้นด้วยและกลายเป็นของเล่นของพระราชธิดา พระบิดาจึงตั้งชื่อพระราชธิดาว่า “โสนน้อยเรือนงาม” เมื่อโสนน้อยเรือนงามมีพระชนม์พรรษาได้สิบห้าพรรษา โหรทูลพระบิดาว่าโสนน้อยเรือนงามกำลังมีเคราะห์ ควรให้ออกไปจากเมืองเสีย เพราะจะต้องอภิเษกกับคนที่ตายแล้ว พระบิดาและพระมารดาก็จำใจให้โสนน้อยเรือนงามออกไปจากเมืองแต่ผู้เดียว โสนน้อยเรือนงามปลอมตัวเป็นชาวบ้านและเอาเครี่องทรงพระราชธิดาห่อไว้ พระอินทร์สงสารนางจึงแปลงร่างเป็นชีปะขาวมามอบยาวิเศษสำหรับรักษาคนตายให้ฟื้นได้ โสนน้อยเรือนงามเดินทางเข้าไปในป่าพบ “นางกุลา” หญิงใจร้ายนอนตายเพราะถูกงูกัด โสนน้อยเรือนงามจึงนำยาของชีปะขาวมารักษา นางกุลาก็ฟื้น นางจึงขอเป็นทาสติดตามโสนน้อยเรือนงาม ที่ “นครนพรัตน์” เมืองใกล้เคียงโรมวิสัย มีกษัตริย์ครองอยู่มีพระราชโอรสนามว่า “พระวิจิตรจินดา” ซึ่งเป็นชายหนุมรูปงามและมีความสามารถ แต่วันหนึ่งพระวิจิตรจินดาถูกงูพิษกัดสิ้นพระชนม์ พระบิดาและพระมารดาเศร้าโศรกเสียใจมาก แต่โหรทูลว่า พระวิจิตรจินดาจะสิ้นพระชนม์ไปเจ็ดปีแล้วจะมีพระราชธิดาของเมื่องอื่นมารักษาได้ พระบิดาและพระมารดาจึงเก็บพระศพของพระวิจิตรจินดาไว้ และมีประกาศให้คนมารักษาให้ฟื้น โสนน้อยเรือนงามและนางกุลาเดินทางมาถึงเมืองนพรัตน์ได้ทราบจากประกาศ จึงเข้าไปในวังและอาสาทำการรักษา โดยขอให้กั้นม่านเจ็ดชั้น ไม่ให้ใครเห็นเวลารักษา โสนน้อยเรือนงามแต่งเครื่องทรงพระราชธิดาทำการรักษา โดยนางกุลาติดตามเฝ้าดู เมื่อโสนน้อยเรือนงามทายาให้พระวิจิตรจินดา พิษของนาคราชเป็นไอร้อนออกมาทำให้นางรู้สึกร้อนมาก จึงถอดเครื่องทรงพระราชธิดาออกแล้วเสด็จไปสรงน้ำ ระหว่างนั้นนางกุลาก็นำเครื่องทรงพระราชธิดาของโสนน้อยเรือนงามามแต่ง พอดีพระวิจิตรจินดาฟื้น ทุกคนก็คิดว่านางกุลาเป็นพระราชธิดาที่รักษาจึงเตรียมจะให้อภิเษก ส่วนโสนน้อยเรือนงามต้องกลายเป็นข้าทาสของนางกุลาไป พระวิจิตรจินดาและพระบิดาและพระมารดาก็ยังมีความสงสัยในนางกุลา จึงให้นางเย็บกระทงใบตองถวาย นางกุลาทำไม่ได้โยนใบตองทิ้งไป โสนน้อยเรือนงามเก็บใบตองมาเย็บเป็นกระทงสวยงาม นางกุลาก็แย้งไปถวายพระราชบิดามารดาของพระวิจิตรจินดา พระวิจิตรจินดาไม่อยากอภิเษกกับนางกุลาจึงขอลาพระบิดาพระมารดาไปเที่ยวทางทะเล พระบิดาพระมารดาให้นางกุลาย้อมผ้าผูกเรือ นางกุลาก็ทำไม่เป็น โยนผ้าและสีทิ้ง โสนน้อยเรือนงามเก็บผ้าและสีไปย้อมได้สีงดงาม นางกุลาก็แย้งนำไปถวายพระบิดาพระมารดาอีก …เมื่อพระวิจิตรจินดาจะออกเรือก็ปรากฎว่าเรือไม่เคลื่อนที่ พระวิจิตรจินดาทรงคิดว่าคงมีผู้มีบุญในวังต้องการฝากซื้อของ เรือจึงไม่เคลื่อนที่ จึงให้ทหารมาถามรายการของที่คนในวังจะฝากซื้อ ทุกคนก็ได้มีโอกาสฝากซื้อ แต่โสนน้อยเรือนงามอยู่ใต้ถุนถึงไม่มีใครไปถาม เรือก็ยังไม่เคลื่อนที่ พระวิจิตรจินดาจึงให้ทหารกลับไปค้นหาคนในวังที่ยังไม่ได้ฝากซื้อของ ทหารจึงได้ไปค้นหานางโสนน้อยเรือนงามได้ นางจึงฝากซื้อ”โสนน้อยเรือนงาม” เมื่อพระวิจิตรจินดาเดินทางไป ลมก็บันดาลให้พัดไปยังเมืองโรมวิสัยของพระบิดาของโสนน้อยเรือนงาม พระวิจิตรจินดาซื้อของฝากได้จนครบทุกคน …ยกเว้นโสนน้อยเรื่อนงาม …พระวิจิตรจินดาจึงสอบถามจากชาวเมือง ชาวเมืองบอกว่าโสนน้อยเรือนงามมีอยู่แต่ในวังเท่านั้น พระวิจิตรจินดาจึงเข้าไปในวังและทูลขอซื้อโสนน้อยเรือนงามไปให้นางข้าทาส พระบิดาของโสนน้อยเรือนงามทรงถามถึงรูปร่างหน้าตาของนางทาส ก็ทรงทราบว่าเป็นพระธิดา จึงมอบโสนน้อนเรือนงามให้พระวิจิตรจินดาและให้ทหารตามมาสองคน เมื่อพระวิจิตรจินดากลับถึงบ้านเมือง ทหารสองคนก็ไปทำความเคารพนางโสนน้อยเรือนงาม และเรือนวิเศษก็ขยายเป็นเรือนใหญ่มีข้าวของเครื่องใช้พระธิดาครบถ้วน โสนน้อยเรือนงามก็เข้าไปอยู่ในเรือนนั้น พระวิจิตรจินดาจึงแน่ใจว่าโสนน้อยเรือนงามเป็นพระราชธิดาที่รักษาตน จึงจะฆ่านางกุลาแต่โสนน้อยเรือนงามขอชีวิตไว้ พระวิจิตรจินดาก็ได้อภิเษกกับนางโสนน้อยเรือนงามและอยู่ด้วยกันมีความสุขสืบไป

ชายง่อยนักดีดกรวด กับ ปุโรหิต จอมพูดมาก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในพระราชสำนักของพระเจ้าพรหมทัตพระราชาแห่งเมืองพาราณสี มีปุโรหิตประจำราชสำนักอยู่ผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนที่พูดมาก โดยหากได้ตั้งต้นพูดขึ้นมาแล้วก็จะพูดฉอดๆ เป็นต่อยหอยไม่ยอมหยุด และไม่มีใครสามารถพูดแทรกเขาได้เลย จนทำให้คนทั่วไปต่างเอือมระอาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าพรหมทัตที่ทรงเบื่อหน่ายในพฤติกรรมพูดมากของปุโรหิตผู้นี้เป็นอันมาก วันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสด็จออกจากเมืองไปยังอุทยานหลวงด้วยราชรถ ระหว่างทางนั้นได้ทรงทอดพระเนตรเห็นใบของต้นไทรมีรอยปรุเป็นรูปสัตว์ต่างๆ อยู่ ทั้งม้า ช้าง อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จึงตรัสถามมหาดเล็กว่าใครเป็นคนทำ มหาดเล็กก็ทูลตอบว่าเด็กๆ ชาวบ้านได้ร้องขอให้ชายง่อยผู้มีฝีมือดีดกรวดเป็นผู้ดีดก้อนกรวดใส่ใบของต้นไทรเหล่านั้นจนกลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เกิดขึ้น พระเจ้าพรหมทัตจึงมีรับสั่งให้ไปนำตัวชายง่อยมา เมื่อมหาดเล็กได้นำชายง่อยมาเข้าเฝ้าแล้ว พระเจ้าพรหมทัตก็ตรัสถามว่า “ในราชสำนักของเรามีปุโรหิตจอมพูดมากคนหนึ่ง เจ้าพอจะใช้ฝีมือดีดกรวดของเจ้าทำให้เขาสงบปากสงบคำลงได้บ้างหรือไม่” ชายง่อยจึงตอบว่า “ได้พระเจ้าค่ะ ขอมูลแพะให้ข้าพระองค์สักหนึ่งทะนาน แล้วข้าพระองค์จะทำให้เขาไม่พูดมากอีกพระเจ้าข้า” จากนั้นพระเจ้าพรหมทัตก็ให้มหาดเล็กนำตัวชายง่อยเข้าไปซ่อนอยู่หลังผ้าม่านในท้องพระโรง โดยแหวกม่านไว้เป็นช่องเล็กๆ แล้วนำมูลแพะหนึ่งทะนานมาตั้งไว้ใกล้มือของชายง่อย พร้อมกับจัดที่นั่งของปุโรหิตจอมพูดมากให้ตรงกับช่องผ้าม่านนั้น เมื่อถึงเวลาประชุมราชการ เหล่าขุนนางก็ต่างพากันทยอยเข้าท้องพระโรง และเมื่อทุกคนมากันอย่างพร้อมเพรียงแล้วพระองค์ก็ทรงเริ่มเปิดบทการสนทนา ฝ่ายปุโรหิตเมื่อได้พูดแล้วก็พูดฉอดๆ ไม่ยอมหยุด และไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้พูดเหมือนอย่างเช่นเคย ชายง่อยสบโอกาสขณะที่ปุโรหิตกำลังอ้าปากพูดอยู่นั้น ได้ดีดมูลแพะใส่ปากปุโรหิตจอมพูดมากครั้งละก้อนๆ ปุโรหิตก็กลืนมูลแพะทีละก้อนๆ โดยไม่รู้ตัวเลยจนกระทั่งมูลแพะหมดทะนาน เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทรงทราบว่ามูลแพะได้เข้าไปอยู่ในท้องของปุโรหิตหมดแล้วก็ตรัสว่า “นี่แน่ะท่านปุโรหิต อันธรรมดานั้นมูลแพะจะไม่ย่อยในร่างกายมนุษย์ ดังนั้นท่านจงรีบไปดื่มน้ำประยงค์เพื่อสำรอกมูลแพะทั้งหมดนั้นออกมาโดยเร็วก่อนที่จะล้มป่วยเถิด” ปุโรหิตเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจเป็นอันมาก ยิ่งได้ดื่มน้ำประยงค์ก็ยิ่งเห็นมูลแพะมากมายที่ตนสำรอกออกมาก็ยิ่งรู้สึกเข็ดขยาด กลายเป็นคนสงบปากสงบคำ ไม่กล้าเปิดปากพูดมากอีกเลยนับแต่นั้นเป็นต้นมา และเพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยให้ทุกคนได้อยู่สุขสบายหูมากขึ้น พระองค์จึงทรงพระราชทานทรัพย์สมบัติมากมายให้แก่ชายง่อย ในครั้งนั้นอำมาตย์บัณฑิตแห่งราชสำนักของพระเจ้าพระหมทัตได้กราบทูลว่า “ขึ้นชื่อว่าศิลปะ แม้จะเป็นศิลปะประเภทใดก็ย่อมนำความสำเร็จมาสู่ชีวิตของผู้ฝึกฝนอย่างเชี่ยวชาญได้ในสักวัน เช่นเดียวกับที่ชายง่อยผู้นี้ได้นำความสุขมาสู่ตนเองเพราะการดีดมูลแพะนั่นเอง”   ข้อคิดจากนิทานพื้นบ้าน : หมั่นฝึกฝนตนเองให้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วจะพบกับความสำเร็จได้ในที่สุด

ปลาจอมผัดวันประกันพรุ่ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปลาอยู่สามตัวซึ่งเป็นเพื่อนกัน ชื่อว่า “มิตจินตี” “พหุจินตี” และ “อัปปจินตี” วันหนึ่งปลาทั้งสามได้ว่ายน้ำหากินจากป่าออกมาสู่ถิ่นมนุษย์ ปลามิตจินตีผู้มีปัญญาเล็งเห็นว่าในถิ่นมนุษย์นันเต็มไปด้วยภัยอันตราย ด้วยเพราะมีชาวประมงมากมายต่างใช้แห อวน และเครื่องดักปลาอื่นๆ มาจับปลาไปกินหรือขายต่ออยู่เสมอ ปลามิตจินตีจึงชักชวนเพื่อนทั้งสองให้ว่ายน้ำกลับเข้าป่าตามเดิมโดยปลาทั้งสองต่างเห็นด้วยแต่ขอกลับวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ทว่าปลาพหุจินตีและปลาอัปปจินตีนั้นเป็นปลาเกียจคร้าน อีกทั้งยังติดใจเหยื่อที่อยู่ในถิ่นมนุษย์ จึงขอผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ อยู่เสมอ จนกระทั่งผ่านไปถึง 3 เดือน ก็ยังไม่ได้กลับเข้าสู่ป่าเสียที กระทั่งวันหนึ่งขณะที่ปลาพหุจินตีและปลาอัปปจินตีกำลังไล่งับเหยื่ออย่างสำราญใจอยู่นั้น ด้วยความประมาทจึงทำให้พวกมันหลงเข้าไปติดกับดักของชาวประมงเข้า ส่วนปลามิตจินตีนั้นมีความระมัดระวังตนอยู่ตลอดเวลา โดยขณะที่กำลังว่ายน้ำตามเพื่อนๆ อยู่นั้นก็ได้กลิ่นแห จึงรีบถอยออกมาทันทีทำให้ไม่ติดเข้าไปอยู่ในแหนั้นด้วย เมื่อปลามิตจินตีเห็นว่าเพื่อนทั้งสองกำลังมีภัยและต้องการช่วยเหลือเพื่อน จึงแกล้งกระโดดข้ามแหไปทางนั้นทีทางนี้ทีเพื่อลวงให้ชาวประมงคิดว่าแหขาดจนปลาว่ายน้ำหนีออกไปหมดแล้ว ฝ่ายชาวประมงเห็นดังนั้นก็หลงกลจึงรีบยกแหขึ้นดูทันทีโดยมิได้รวบแหเข้ามา ทำให้ปลาทั้งสองหลุดรอดจากแหมาได้แล้วกระโดดลงน้ำหนีไป จากนั้นปลาทั้งสองก็รีบว่ายน้ำหนีตามปลามิตจินตีกลับเข้าสู่แม่น้ำในป่าลึกทันทีโดยไม่กล้าผัดวันประกันพรุ่งอีกเลย   ข้อคิดจากนิทานพื้นบ้าน : มีสิ่งใดต้องทำจงรีบทำ อย่าเกียจคร้านผัดวันประกันพรุ่ง เพราะอาจจะมีเรื่องไม่ดีตามมาได้ในภายหลัง