สุนัขจอมเกเร

สุนัขจอมเกเรตัวหนึ่งชอบวิ่งไปกัดชาวบ้านเวลาเขาเผลอ เจ้าของจึงนำกระพรวนมาแขวนคอมันไว้ เพื่อให้คนได้ยินเวลามันวิ่งเข้าไปใกล้ แต่เจ้าสุนัขกลันคิดว่าเขาให้มันเป็นของขวัญ มันจึงวิ่งทำเสียงกรุ๊งกริ๊งอวดไปทั่วตลาด สุนัขชราตัวหนึ่งเห็นมันวิ่งเช่นนั้นจึงถามมันว่า “ทำไมเจ้าถึงวิ่งสั่นกระพรวนไปทั่วเช่นนี้ล่ะ” มันตอบกลับไปว่า “เพื่อให้ทุกคนได้ยินเสียงอันไพเราะของมันยังไงล่ะ” สุนัขชราหัวเราะในความโง่ของมัน “เจ้าเข้าใจผิดแล้วล่ะเจ้าหมาน้อย ไม่มีใครชื่นชมเจ้าหรอก คนที่ได้ยินเสียงกระพรวนของเจ้ามีแต่จะวิ่งหนีกันทั้งนั้น เพราะเขากลัวว่าเจ้าจะไปทำร้ายเขาต่างหาก” บุคคลสำคัญ :: นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ::คนโง่มักภูมิใจกับชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีของตนเอง :: พุทธภาษิต ::  โลโภ โทโส จ โมโห จ ปุริสํ ปาปเจตสํ หึสนฺติ อตฺตสมฺภูตา ตจสารํว สมฺผลํ. โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ย่อมเบียดเบียนผู้มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ฉะนั้น (พุทฺธ) ขุ. อิติ. ๒๕/ ๒๖๔. ขุ. มหา. ๒๙/ ๑๘.

ลมกับพระอาทิตย์

ในวันหนึ่งลมกับพระอาทิตย์ต่างถกเถียงกันว่าใครมีพลังมากกว่ากัน และขณะนั้นเผอิญมีนักเดินทางผู้หนึ่งเดินผ่านมาพอดี ลมจึงพูดกับพระอาทิตย์ขึ้นว่า “ถ้าใครสามารถทำให้นักเดินทางผู้นี้ถอดเสื้อคลุมออกได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ” พระอาทิตย์ก็ตอบรับลมว่า “ตกลง ถ้าอย่างนั้นเจ้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็แล้วกันนะ” ลมจึงรวบรวมพลังพละกำลังทั้งหมดของตนแล้วเป่าไปยังนักเดินทางผู้นี้ โดยหวังจะให้เสื้อคลุมของเขาหลุดออก แต่นักเดินทางก็กลับกระชับเสื้อคลุมของตนไว้แน่นยิ่งขึ้นพร้อมกับรีบเดินทางต่อไป พระอาทิตย์จึงเอ่ยขึ้นว่า “ทีนี้ถึงคราวของข้าบ้างล่ะ” จากนั้นพระอาทิตย์ก็เริ่มส่องแสงแดดอ่อนๆ แล้วค่อยๆ ทวีความร้อนรุนแรงมากยิ่งขึ้นทีละน้อยๆ จนทำให้นักเดินทางผู้นี้รู้สึกร้อนจนกระทั่งทนไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องถอดเสื้อคลุมนั้นออกในที่สุด ทำให้การแข่งขันครั้งนี้สิ้นสุดลง พระอาทิตย์จึงเป็นฝ่ายชนะไป นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การโน้มน้าวย่อมให้ผลดีกว่าการบังคับข่มขู่

ลูกวัวขี้เกียจ

ครั้งหนึ่งมีลูกวัวผู้เกียจคร้านอยู่ตัวหนึ่งไม่ยอมทำงานได้แต่วิ่งเล่นไปมาอยู่ในทุ่งหญ้า เมื่อเห็นวัวแก่ที่กำลังลากเกวียนผ่านมา ลูกวัวก็วิ่งไล่วัวแก่พร้อมกับเยาะเย้ยว่า “โธ่! วัวแก่ผู้น่าสงสาร เจ้าต้องทำงานหนักลากเกวียนจนขนสกปรกเกรอะกรังไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว แต่ดูข้าสิ กินก็อิ่มนอนหลับก็สบาย แถมขนข้าก็ยังสะอาดเงางามราวกับเส้นไหม” วัวแก่ได้ฟังดังนั้นก็ไม่พูดสิ่งใดยังคงลากเกวียนต่อไปตามทางเช่นเดิม อยู่มาวันหนึ่งขณะที่วัวแก่กำลังลากเกวียนอยู่นั้น ก็เหลือบไปเห็นลูกวัวผู้เกียจคร้านกำลังถูกลากจูงเพื่อนำไปฆ่าบูชายัญ วัวแก่เห็นเช่นนั้นก็กล่าวกับลูกวัวว่า “เป็นอย่างไรบ้างล่ะ เพราะความเกียจคร้านของเจ้าแท้ๆ ทำให้ต้องพบกับจุดจบเช่นนี้ เจ้าช่างน่าสงสารยิ่งกว่าข้าที่ต้องทำงานหนักหลายเท่านัก” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ผู้เกียจคร้านมักพบจุดจบที่น่าเศร้า

แพะกับเถาองุ่น

ครั้งหนึ่งมีแพะอยู่ตัวหนึ่งกำลังเดินทางกลับบ้าน โดยระหว่างทางได้เห็นนายพรานที่กำลังดักซุ่มเล็งธนูตรงมาที่มัน มันจึงรีบวิ่งหนีเข้าไปพรางตัวในเถาองุ่นที่มีพุ่มไม้อยู่หนาทึบ เถาองุ่นนั้นช่วยบดบังร่างของแพะจนมิด ทำให้นายพรานไม่สามารถมองเห็นแพะและวิ่งผ่านเลยไป เมื่อแพะเห็นว่านายพรานเดินจากไปไกลแล้ว ด้วยความหิวมันจึงค่อยๆ เล็มกินใบองุ่นอย่างเอร็ดอร่อยและเพลิดเพลินจนเถาองุ่นใกล้หมด และทันใดนั้นเองนายพรานก็ได้เดินย้อนกลับมาอีกครั้งขณะที่แพะไม่ทันรู้ตัว เมื่อเถาองุ่นหายไปทำให้นายพรานมองเห็นแพะที่หลบอยู่ในเถาองุ่นได้อย่างชัดเจน คราวนี้นายพรานจึงยิงลูกธนูไปยังแพะจนมันสิ้นใจตายในที่สุด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ผู้ประมาทย่อมพบจุดจบที่น่าเวทนา

พญาช้างผู้เมตตากับนายพรานอกตัญญู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าหิมพานต์มีพญาช้างเชือกหนึ่งกายนั้นมีสีขาวดั่งเงินยวง นัยน์ตางามคล้ายดวงแก้ว ปากแดง งวงเป็นพวงเงิน รูปร่างช่างงดงามยิ่งนัก ชื่อว่า “สีลวนาคราช” แต่เดิมเคยมีช้างถึง 8 หมื่นเชือกเป็นบริวาร ต่อมาเกิดเห็นโทษของการอยู่เป็นหมู่คณะจึงได้ปลีกตัวออกจากโขลงไปอาศัยอยู่ในป่าอย่างสันโดษเพียงลำพัง ครั้งนั้นมีนายพรานผู้หนึ่งเดินหาของป่าจนหลงทางเข้าไปในป่าลึก เมื่อหาทางออกจากป่าไม่ได้จึงร้องไห้คร่ำครวญเพราะกลัวความตาย ครั้นพญาสีลวนาคราชได้ยินเข้าก็เกิดสงสารเดินออกไปตามหานายพรานผู้นี้ จากนั้นก็ได้ให้นายพรานขี่หลังตนแล้วพากลับไปยังที่พัก ทั้งหาผลไม้ต่างๆ มาให้นายพรานได้กินประทังชีวิต เป็นเช่นนั้นอยู่ประมาณ 3 วัน เมื่อนายพรานแข็งแรงดีแล้วจึงขึ้นขี่หลังพญาช้างสีลวนาคราชออกจากป่าไป โดยไม่รู้ตัวเลยว่านายพรานได้แอบทำเครื่องหมายกำกับทิศทางไว้กับต้นไม้ตลอดทาง ขณะถึงปากทางใหญ่พญาช้างก็ส่งนายพรานลงแล้วกำชับว่าอย่าได้บอกที่อยู่ของตนให้ใครรู้เป็นอันขาด ต่อมานายพรานได้เดินผ่านหมู่บ้านช่างทำงา เห็นช่างทำงากำลังนำงาช้างมาทำเป็นสิ่งของต่างๆ ก็ถามว่า “งาจากช้างเป็นพอจะมีราคาหรือไม่” พวกช่างทำงาตอบว่า “งาที่ได้จากงาช้างเป็นนั้นมีราคามากกว่างาที่ได้จากช้างที่ตายแล้วหลายเท่านัก” เมื่อได้ฟังดังนั้นนายพรานก็ไม่รอช้ารีบเตรียมเสบียงอาหารพร้อมกับนำเลื่อยเดินทางเข้าป่าไปหาพญาช้างสีลวนาคราชตามทิศทางที่ตนได้แอบทำเครื่องหมายไว้ทันที ครั้นพญาช้างเห็นนายพรานกลับมาจึงถามว่าต้องการสิ่งใด นายพรานก็ตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนยากจน จึงอยากขอปันงาของท่านไปขายเพื่อเลี้ยงชีพสักหน่อยจะได้หรือไม่” พญาช้างผู้มีเมตตาจึงอนุญาตให้ตัดงาส่วนปลายของตนไป นายพรานจึงรีบทำการตัดส่วนปลายงาออกทันทีแล้วนำไปขายให้แก่ช่างทำงา ได้เงินมาเป็นจำนวนมากแต่ไม่รู้จักใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ทำให้เงินที่ได้มาหมดลงอย่างรวดเร็ว นายพรานใจบาปจึงได้กลับไปหาพญาช้างอีกครั้ง คราวนี้ตัดงาส่วนกลางที่ยังเหลืออยู่ไปขาย ครั้นใช้เงินหมดก็กลับไปขอตัดงาอีกเช่นเคย แต่คราวนี้เหลือแค่เพียงส่วนโคนที่ฝังอยู่ในเนื้อของพญาช้าง แต่ด้วยความมีเมตตาอันสูงส่งของพญาช้างก็อนุญาตให้นายพรานตัดไป นายพรานผู้อกตัญญูได้ขึ้นเหยียบขึ้นไปบนงวงขณะพญาช้างคู้เข่าลงให้ แล้วปีนขึ้นไปยังศีรษะของพญาช้าง เหยียบเท้าลงที่โคนงาแล้วใช้เลื่อยผ่าเนื้อตรงโคนงาของพญาช้างออก จากนั้นก็เลื่อยเอาโคนงาทั้งสองข้างออก สร้างความเจ็บปวดทรมานให้แก่พญาช้างเป็นอย่างมาก ทว่าเมื่อนายพรานใจบาปขณะกำลังแบกโคนงาทั้งสองข้างไปจนพ้นสายตาของพญาช้างแล้ว แผ่นดินก็แยกออก เปลวไฟจากนรกแผ่ขึ้นมาห่อหุ้มร่างของนายพรานอกตัญญูพาลงไปชดใช้กรรมอยู่ในนรกอเวจีทันที ข้อคิดจากนิทานชาดก : คนอกตัญญูย่อมต้องพบกับความฉิบหาย

แมวกับหนู

ณ บ้านหลังหนึ่งมีหนูชุกชุมมาก เจ้าของบ้านจึงนำแมวมาเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดหนู ฝ่ายแมวนั้นก็คอยจับหนูกินทุกวันจนกระทั่งหนูนั้นค่อยๆ ลดจำนวนลง ส่วนบรรดาพวกหนูที่เหลืออยู่ต่างก็ปรึกษาและตกลงกันว่าจะหาอาหารบริเวณใกล้ๆ รู้เท่านั้น และจะไม่ลงไปกินอาหารที่ห้องครัวอีกเป็นอันขาด หลังจากนั้นแมวที่เฝ้าอยู่ตรงห้องครัวก็ไม่เห็นหนูอีกเลยแม้แต่ตัวเดียว ทำให้แมวเริ่มสงสัยว่าทำไมพวกหนูจึงไม่ออกมาหาอาหารเหมือนเช่นเคย แมวจึงออกอุบายแกล้งทำเป็นนอนตายแล้วซ่อนเล็บอันแหลมคมของมันไว้ด้านหลังเพื่อให้บรรดาพวกหนูตายใจ แต่มีหนูตัวหนึ่งรู้ทันว่าแมวกำลังแกล้งตายอยู่จึงกล่าวว่า “โธ่! เจ้าแมวจอมเจ้าเล่ห์ พวกข้าต่างรู้ดีว่ามันคือกลลวงของเจ้า ข้าและเพื่อนๆ ไม่เชื่อในอุบายตื้นๆ ของเจ้าหรอก” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ผู้มีปัญญาย่อมรู้ทันกลลวงของคนชั่ว

เทพารักษ์กับคนตัดไม้

ในวันหนึ่งมีชายตัดไม้ผู้หนึ่งได้เดินทางเข้าไปตัดไม้ในป่า ขณะที่เขากำลังใช้ขวานบิ่นๆ ตัดไม้อยู่นั้น ขวานเกิดหลุดมือและตกลงไปยังก้นบึงที่อยู่ข้างๆ เขาได้แต่นั่งร้องไห้ด้วยความเสียใจ และเมื่อเทพรักษ์เห็นเข้าก็รู้สึกสงสารชายผู้นี้จึงปรากฏกายขึ้นพร้อมกับบอกว่า “ข้าจะช่วยเจ้างมขวานขึ้นมาให้” โดยครั้งแรกนั้นเทพารักษ์ได้งมขวานทองคำขึ้นมา ชายตัดไม้ก็กล่าวปฏิเสธไปว่า “ขวานเล่มนี้ไม่ใช่ของข้า” ในครั้งที่สองเทพารักษ์ก็งมขวานเงินขึ้นมาให้ ชายตัดไม้ก็กล่าวอีกว่า “ขวานเล่มนี้ก็ไม่ใช่ของข้า ขวานของข้าเป็นเพียงขวานเหล็กธรรมดาๆ เท่านั้น” และครั้งสุดท้ายนี้เทพารักษ์ก็งมขวานเหล็กบิ่นๆ ขึ้นมาให้ ชายตัดไม้ดีใจมากจึงกล่าวกับเทพารักษ์ว่า “ขวานเล่มนี้แหละที่เป็นของข้า” เทพารักษ์นั้นรู้สึกชื่นชมในความซื่อสัตย์ของชายตัดไม้เป็นอย่างมาก จึงได้มอบทั้งขวานทองคำและขวานเงินให้แก่ชายตัดไม้เพื่อเป็นสิ่งตอบแทน หลังจากนั้นชายตัดไม้จึงได้กลับไปเล่าให้เพื่อนฟัง ด้วยความโลภเพื่อนของเขาจึงเดินทางไปที่ริมบึงและแกล้งทำขวานตกลงไปในน้ำบ้าง ทันใดนั้นเทพารักษ์ก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับบอกว่าจะช่วยงมหาขวานให้ สักครู่เทพารักษ์ก็งมขวานทองคำขึ้นมาให้แก่ชายผู้นี้ เขาดีใจมากและรีบตอบกลับไปในทันทีว่า “ขวานเล่มนี้เป็นของข้า” เมื่อเทพารักษ์เห็นว่าชายผู้นี้พูดโกหกก็หายตัวไปในทันที เขาจึงไม่ได้ขวานเล่มใดกลับไปเลย รวมทั้งขวานของตนเองที่แกล้งทำตกน้ำเมื่อครู่นี้ด้วย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ย่อมได้รับผลดีตอบแทน

หมาป่าอกตัญญู

ในตอนเย็นใกล้พลบค่ำ เด็กเลี้ยงแกะเมื่อเสร็จจากการดูแลฝูงแกะเรียบร้อยแล้ว จึงต้อนฝูงแกะของตนกลับลงมาจากภูเขา “เฮ้…ใครก็ได้ช่วยที…ช่วยด้วย” เสียงนั้นดังออกมาจากหลุมลึกหลุมหนึ่ง เมื่อเด็กเลี้ยงแกะมองลงไปในหลุม เขาก็พบว่ามีหมาป่าตัวหนึ่ง กำลังพยายามกระโดดขึ้นมาจากหลุมหลายต่อหลายครั้ง พร้อมๆไปกับร้องขอความช่วยเหลือไปด้วย “นั่นหมาป่านี่…ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ!” เด็กเลี้ยงแกะตะโกนถาม “เจ้าเด็กเลี้ยงแกะนี่, มาพอดีเลย ได้โปรดช่วยเหลือข้าหน่อยสิ” “ไม่เอาหล่ะ, เดี๋ยวถ้าเราช่วยท่านแล้ว ท่านก็คงจะมาจับพวกแกะของเรากินเสียน่ะสิ” “ไม่หรอก ถ้าเจ้าช่วยข้า ข้าสัญญาว่าจะไม่จับแกะของเจ้ากินอย่างแน่นอน” เด็กเลี้ยงแกะจึงไปที่ขอบหลุมแล้วเอาเชือกผูกที่ขาหน้าของเจ้าหมาป่า จากนั้นเขาก็พยายามดึงมันขึ้นมาอย่างสุดความสามารถ แต่เชือกนั้นเกิดขาดจากกัน “ปึ๋งงง…โอ๊ะ…โอ้ย ๆ” หมาป่าก็เลยเป็นอันต้องตกลงไปกระทบเข้ากับพื้นด้านล่างหลุมอีก ต่อมาเด็กเลี้ยงแกะได้ไปยืนที่ขอบหลุมแล้วใช้มือของเขาจับขาหน้าของหมาป่าเอาไว้ แล้วดึงมันขึ้นมา จึงสามารถดึงหมาป่าให้ขึ้นมาจากหลุมได้ และเมื่อสุนัขจิ้งจอกขึ้นมาจากหลุมได้แล้ว มันก็เปลี่ยนไปในทันที คือไม่สำนึกถึงบุญคุณของเด็กเลี้ยงแกะเลยสักนิด แถมยังอ้าปากอันใหญ่ของมัน ที่มีเขี้ยวอันน่ากลัว “เจ้าผูกขาของข้าด้วยเชือกแล้วยังไม่พอ ยังพยายามที่จะฆ่าข้าด้วยการแกล้งทำให้เชือกขาด ทำให้ข้าต้องตกลงไปกระแทกกับพื้นในหลุมอีกด้วย”พูดไม่พูดเปล่า มันยังทำท่าจะกระโจนเข้าใส่เด็กเลี้ยงแกะอีกด้วย “อ้ายเด็กเลวคนนี้มันเป็นคนที่ทำให้ข้าต้องตกลงไปกระแทกกับพื้นหลุม ด้วยการตัดเชือกที่ผูกขาหน้าของข้าเอาไว้”หลังจากนั้น ลิงจึงเอ๋ยขึ้นว่า “ไหนลองทำเหมือน ๆ กับสถานการณ์ตอนนั้นอย่างที่เจ้าพูดให้ดูอีกครั้งได้ไหม? เพื่อจะได้เป็นการยืนยัน ตามข้อเท็จจริงยังไง” “ได้เลย จะได้รู้กันว่าข้านั้นเป็นผู้ที่ถูกต้อง” ว่าแล้วเจ้าหมาป่า…ก็กระโดดลงไปในหลุมทันที หมาป่าก็พูดว่า “นี่! แล้วเอาเชือกนั่นมามัดขาหน้าของข้าด้วยสิ เดี๋ยวนี้เลย” หลังจากที่ได้มัดขาหน้าของหมาป่าเอาไว้ และได้ทำท่าเป็นดึงมันขึ้นมา เด็กเลี้ยงแกะก็ปล่อยมือที่ถือเชือกนั้นในทันที “โอ๊ยเจ็บ! เห็นหรือยังล่ะเจ้าลิงว่าข้าต้องได้รับกับสิ่งที่ย่ำแย่มากอย่างที่เจ้าได้เห็นนี่แหละ” หมาป่ากล่าว “เราเข้าใจแล้วล่ะ อ้ายหมาป่าเนรคุณเชิญเจ้าอยู่ที่นั่น ไปตลอดกาลเลยล่ะกัน ลาก่อน” ลิงกล่าว ว่าแล้วเด็กเลี้ยงแกะกับลิงก็เดินร้องเพลงออกจากที่นั้นกันไปในที่สุด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า“เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากใครแล้ว หากลืมความเมตตานั้นไปเสียก็คงไม่มีใครที่จะคิดช่วยเหลือท่านอีกครั้งอย่างแน่นอน”

สิงโตกับวัว

กาลครั้งหนึ่ง มีวัวสามตัวมันเป็นมิตรที่ดีต่อกันและมีความสามัคคีมาก วัวทั้งสามอาศัยอยู่ในทุ่งกว้างที่ป่าใหญ่อัฟริกา และมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดๆก็ตาม ทั้งเวลากินหญ้าหรือแม้แต่เข้านอน ก็มักจะอยู่ใกล้ๆกันตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่วัวทั้งสามตัวกำลังยืนกินหญ้าอยู่นั้น ได้มีสิงโตหิวโซตัวหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้า มันหมายที่จะบุกเข้าไปจับกินเหยื่อ “ว้าว! พวกมันดูน่าอร่อยมากเลยเชียว” สิงโตกล่าว เมื่อวัวทั้งสามเห็นสิงโตก็ไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวแต่อย่างใด แต่กลับยืนหันหน้าปะทะกับสิงโตในทันที “ม่อๆๆ กางเขาหันหน้าสู้กับสิงโต ห้ามแยกจากกันเป็นอันขาด” วัวตัวหนึ่งกล่าว สิงโตจึงไม่สามารถที่จะเข้าไปใกล้ และทำอะไรพวกวัวทั้งสามได้เลยสักนิด มันจึงทำได้ก็เพียงแค่เดินเมียงมองอยู่ห่างๆ และรอบๆ เท่านั้น มันเฝ้ารอคอยหาโอกาสที่จะบุกเข้าโจมตี…แต่แล้วก็ต้องเลิกลาและถอยห่างไปในที่สุด เจ้าวัวกล่าวตัวหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “ถ้าพวกเราร่วมมือสามัคคีกัน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวเจ้าสิงโตนั่นเลยสักนิด“ สิงโตรู้สึกอับอายมาก ที่ไม่สามารถกินพวกวัวนั้นได้ “ฮึ้ม… มันน่าจะมีหนทางดีๆอยู่บ้างซิ” สิงโตพยายามใช้ความคิด “อ้อ…ข้ารู้แล้ว!..เพราะพวกมันมีความสามัคคีกันนี่เอง…ข้าถึงจับพวกมันกินไม่ได้ซะที” “ดังนั้น ข้าต้องจัดการทำให้พวกมันแตกแยก ขาดความสามัคคีเสียก่อนแล้วถึงตอนนั้น ข้าก็จะจับพวกมันกินทีละตัวได้อย่างง่ายดาย…ฮ่าๆ!” เมื่อสิงโตคิดได้ดังนั้น มันได้ย้อนกลับมาปรากฏตัวในทุ่งกว้างที่พวกวัวทั้งสามตัวอยู่อีกครั้ง “ดูสิ…นั่นพวกมันกำลังแยกกันไปยืนกินหญ้าอยู่ในที่ห่าง ๆ กันพอดีเลยเชียว” สิงโตรีบเดินไปในที่ที่ใกล้ ๆ กับวัวตัวสีแดงก่อน แล้วกระซิบด้วยเสียงที่นุ่มนวลที่สุดว่า “นี่นี่..นายสีแดง เราต้องขอยอมแพ้ในความเก่งกาจของพวกท่านแล้วหล่ะ เพราะพวกท่านนั้นทั้งเก่งทั้งแข็งแรง..เราขอนับถือ..แต่ว่านะ! เราอยากรู้จังเลย..ว่าท่านทั้งสามนั้นใครคือผู้ที่เก่งและแข็งแรงที่สุดในฝูงล่ะ” วัวตัวสีแดงจึงพูดว่า “พวกเรานั้นทั้งเก่งและแข็งแรงด้วยกันทั้งสามนั่นแหละ” สิงโตทำท่าทีเป็นตกใจ แล้วกล่าวว่า “จริงรึท่าน แต่ที่ข้าได้ยินมาจากวัวตัวอื่นนั้น..มันไม่ใช่อย่างเช่นที่ท่านพูดนี่!” วัวตัวสีแดงรู้สึกแปลกใจมาก จึงถามไปว่า “แล้วพวกนั้นพูดว่าอย่างไรรึ?” สิงโตจึงได้ทีพูดว่า “วัวตัวสีดำนั้นบอกว่ามันนั้นทั้งเก่งและแข็งแรงที่สุดในฝูง แล้วยังบอกอีกด้วยว่า ถ้าลองไม่มีมันแล้ว…รับรองว่า… วัวตัวสีแดงกับวัวตัวสีน้ำตาลจะต้องโดนสิงโตกินไปตั้งนานแล้ว…อีกด้วยนะท่าน” ”ฮึ…อะไรนะ! …ทำไมมันถึงได้พูดห่วยๆและแย่มากอย่างนี้ได้นะ” วัวตัวสีแดงพูดขึ้นด้วยความโกรธอย่างมาก จากนั้น สิงโตก็ได้ไปพูดหลอกลวงเช่นนี้กับวัวสีน้ำตาล “นี่นี่…ท่านสีน้ำตาล..ท่านรู้ไหม?…เจ้าวัวสีดำนั้นได้พูดป่าวประกาศไปทั่วนะว่า… ตัวมันนั้นมีหน้าที่คอยคุ้มครองภัยให้กับวัวทั้งสอง หาว่าท่านวัวทั้งสองนั้นอ่อนแอ…และทำอะไรที่เป็นประโยชน์ไม่ได้เสียเลย” เจ้าวัวสีน้ำตาลได้ยินดังนั้น มันก็โกรธมากๆ… แล้วสิงโตก็ได้ไปพูดหลอกลวงเช่นนี้อีกกับวัวสีดำ…ตามแผนได้อย่างแนบเนียน แล้วในที่สุด..ที่ทุ่งหญ้ากว้างก็เป็นอันได้เกิดการต่อสู้กันขึ้นมาเสียแล้ว เจ้าวัวตัวสีดำตะโกนเสียงดังว่า “มาเลย…เราจะต้องมาสู้กัน…ให้รู้แน่ชัดไปเลยว่าใครคือผู้ที่เก่งและแข็งแรงที่สุดในฝูง” แล้ววัวสีแดงก็พูดขึ้นด้วยความโกรธว่า “ตัวที่เก่งและแข็งแรงที่สุดก็คือข้า!” มันทั้งสามตัวจึงเริ่มต่อสู้กัน..โดยใช้เขาอันแหลมคมของพวกมันต่อสู้กันเองสุดกำลัง…อย่างที่ไม่ยอมลดละให้กันและกันเลย “ม่อๆๆม่อๆๆ” วัวทั้งสามตัวจึงมีอันต้องนองเลือด จากการต่อสู้…วัวทั้งสามได้รับบาดเจ็บอย่างมาก…และอ่อนแรงลงอย่างไม่ได้สติ แล้ววัวทั้งสามก็จำต้องขาดความสามัคคี…ตัดขาดความเป็นมิตรที่ดีต่อกันในที่สุด “ม่อๆ…ข้าไม่ปรารถนาที่จะอยู่กับพวกเจ้าอีกต่อไปแล้ว” วัวทั้งสามตัวกล่าว สิงโตเฝ้ามองดูเหตุการณ์นั้น มันยิ้มด้วยความพอใจ มันได้โอกาสเข้าไปจับพวกวัวที่อ่อนแรงใกล้ตาย…ทีละตัวๆ…แสนง่ายดาย สิงโตจึงแสนสบายไม่ต้องทำอะไร…แต่มีอาหารตุนเป็นเนื้อวัวกิน…ได้ตั้งสามวัน นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การแตกความสามัคคี…นำมาซึ่งความสูญเสีย”

หนูกับมด

ณ ลานดินแห่งหนึ่ง หนูกับมดสร้างรังอยู่ใกล้ ๆ กัน ต่อมาไม่นานเกิดฝนตกหนัก ทั้งรังหนูและรังมดที่อยู่ใต้ดิน ถูกน้ำท่วม ทำให้ฝูงมดจมน้ำตายไปเป็นจำนวนมาก ส่วนพวกหนูไม่เป็นอะไรเลย พวกมดสงสัยจึงถามหนูว่า “ทำไมพวกเจ้าถึงรอดจากน้ำท่วมมาได้ล่ะ” หนูจึงตอบว่า “ก็เพราะว่าพวกข้าทำทางเข้าบ้านไว้สองทางยังไงล่ะ พอทำท่วมทางแรก พวกเราก็รีบหนีออกไปทางที่สองได้ทัน” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ควรเตรียมทางหนีทีไล่เผื่อไว้สำหรับในทุก ๆ เรื่อง