หมาป่าอกตัญญู

ในตอนเย็นใกล้พลบค่ำ เด็กเลี้ยงแกะเมื่อเสร็จจากการดูแลฝูงแกะเรียบร้อยแล้ว จึงต้อนฝูงแกะของตนกลับลงมาจากภูเขา “เฮ้…ใครก็ได้ช่วยที…ช่วยด้วย” เสียงนั้นดังออกมาจากหลุมลึกหลุมหนึ่ง เมื่อเด็กเลี้ยงแกะมองลงไปในหลุม เขาก็พบว่ามีหมาป่าตัวหนึ่ง กำลังพยายามกระโดดขึ้นมาจากหลุมหลายต่อหลายครั้ง พร้อมๆไปกับร้องขอความช่วยเหลือไปด้วย “นั่นหมาป่านี่…ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ!” เด็กเลี้ยงแกะตะโกนถาม “เจ้าเด็กเลี้ยงแกะนี่, มาพอดีเลย ได้โปรดช่วยเหลือข้าหน่อยสิ” “ไม่เอาหล่ะ, เดี๋ยวถ้าเราช่วยท่านแล้ว ท่านก็คงจะมาจับพวกแกะของเรากินเสียน่ะสิ” “ไม่หรอก ถ้าเจ้าช่วยข้า ข้าสัญญาว่าจะไม่จับแกะของเจ้ากินอย่างแน่นอน” เด็กเลี้ยงแกะจึงไปที่ขอบหลุมแล้วเอาเชือกผูกที่ขาหน้าของเจ้าหมาป่า จากนั้นเขาก็พยายามดึงมันขึ้นมาอย่างสุดความสามารถ แต่เชือกนั้นเกิดขาดจากกัน “ปึ๋งงง…โอ๊ะ…โอ้ย ๆ” หมาป่าก็เลยเป็นอันต้องตกลงไปกระทบเข้ากับพื้นด้านล่างหลุมอีก ต่อมาเด็กเลี้ยงแกะได้ไปยืนที่ขอบหลุมแล้วใช้มือของเขาจับขาหน้าของหมาป่าเอาไว้ แล้วดึงมันขึ้นมา จึงสามารถดึงหมาป่าให้ขึ้นมาจากหลุมได้ และเมื่อสุนัขจิ้งจอกขึ้นมาจากหลุมได้แล้ว มันก็เปลี่ยนไปในทันที คือไม่สำนึกถึงบุญคุณของเด็กเลี้ยงแกะเลยสักนิด แถมยังอ้าปากอันใหญ่ของมัน ที่มีเขี้ยวอันน่ากลัว “เจ้าผูกขาของข้าด้วยเชือกแล้วยังไม่พอ ยังพยายามที่จะฆ่าข้าด้วยการแกล้งทำให้เชือกขาด ทำให้ข้าต้องตกลงไปกระแทกกับพื้นในหลุมอีกด้วย”พูดไม่พูดเปล่า มันยังทำท่าจะกระโจนเข้าใส่เด็กเลี้ยงแกะอีกด้วย “อ้ายเด็กเลวคนนี้มันเป็นคนที่ทำให้ข้าต้องตกลงไปกระแทกกับพื้นหลุม ด้วยการตัดเชือกที่ผูกขาหน้าของข้าเอาไว้”หลังจากนั้น ลิงจึงเอ๋ยขึ้นว่า “ไหนลองทำเหมือน ๆ กับสถานการณ์ตอนนั้นอย่างที่เจ้าพูดให้ดูอีกครั้งได้ไหม? เพื่อจะได้เป็นการยืนยัน ตามข้อเท็จจริงยังไง” “ได้เลย จะได้รู้กันว่าข้านั้นเป็นผู้ที่ถูกต้อง” ว่าแล้วเจ้าหมาป่า…ก็กระโดดลงไปในหลุมทันที หมาป่าก็พูดว่า “นี่! แล้วเอาเชือกนั่นมามัดขาหน้าของข้าด้วยสิ เดี๋ยวนี้เลย” หลังจากที่ได้มัดขาหน้าของหมาป่าเอาไว้ และได้ทำท่าเป็นดึงมันขึ้นมา เด็กเลี้ยงแกะก็ปล่อยมือที่ถือเชือกนั้นในทันที “โอ๊ยเจ็บ! เห็นหรือยังล่ะเจ้าลิงว่าข้าต้องได้รับกับสิ่งที่ย่ำแย่มากอย่างที่เจ้าได้เห็นนี่แหละ” หมาป่ากล่าว “เราเข้าใจแล้วล่ะ อ้ายหมาป่าเนรคุณเชิญเจ้าอยู่ที่นั่น ไปตลอดกาลเลยล่ะกัน ลาก่อน” ลิงกล่าว ว่าแล้วเด็กเลี้ยงแกะกับลิงก็เดินร้องเพลงออกจากที่นั้นกันไปในที่สุด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า“เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากใครแล้ว หากลืมความเมตตานั้นไปเสียก็คงไม่มีใครที่จะคิดช่วยเหลือท่านอีกครั้งอย่างแน่นอน”

สิงโตกับวัว

กาลครั้งหนึ่ง มีวัวสามตัวมันเป็นมิตรที่ดีต่อกันและมีความสามัคคีมาก วัวทั้งสามอาศัยอยู่ในทุ่งกว้างที่ป่าใหญ่อัฟริกา และมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดๆก็ตาม ทั้งเวลากินหญ้าหรือแม้แต่เข้านอน ก็มักจะอยู่ใกล้ๆกันตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่วัวทั้งสามตัวกำลังยืนกินหญ้าอยู่นั้น ได้มีสิงโตหิวโซตัวหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้า มันหมายที่จะบุกเข้าไปจับกินเหยื่อ “ว้าว! พวกมันดูน่าอร่อยมากเลยเชียว” สิงโตกล่าว เมื่อวัวทั้งสามเห็นสิงโตก็ไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวแต่อย่างใด แต่กลับยืนหันหน้าปะทะกับสิงโตในทันที “ม่อๆๆ กางเขาหันหน้าสู้กับสิงโต ห้ามแยกจากกันเป็นอันขาด” วัวตัวหนึ่งกล่าว สิงโตจึงไม่สามารถที่จะเข้าไปใกล้ และทำอะไรพวกวัวทั้งสามได้เลยสักนิด มันจึงทำได้ก็เพียงแค่เดินเมียงมองอยู่ห่างๆ และรอบๆ เท่านั้น มันเฝ้ารอคอยหาโอกาสที่จะบุกเข้าโจมตี…แต่แล้วก็ต้องเลิกลาและถอยห่างไปในที่สุด เจ้าวัวกล่าวตัวหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “ถ้าพวกเราร่วมมือสามัคคีกัน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวเจ้าสิงโตนั่นเลยสักนิด“ สิงโตรู้สึกอับอายมาก ที่ไม่สามารถกินพวกวัวนั้นได้ “ฮึ้ม… มันน่าจะมีหนทางดีๆอยู่บ้างซิ” สิงโตพยายามใช้ความคิด “อ้อ…ข้ารู้แล้ว!..เพราะพวกมันมีความสามัคคีกันนี่เอง…ข้าถึงจับพวกมันกินไม่ได้ซะที” “ดังนั้น ข้าต้องจัดการทำให้พวกมันแตกแยก ขาดความสามัคคีเสียก่อนแล้วถึงตอนนั้น ข้าก็จะจับพวกมันกินทีละตัวได้อย่างง่ายดาย…ฮ่าๆ!” เมื่อสิงโตคิดได้ดังนั้น มันได้ย้อนกลับมาปรากฏตัวในทุ่งกว้างที่พวกวัวทั้งสามตัวอยู่อีกครั้ง “ดูสิ…นั่นพวกมันกำลังแยกกันไปยืนกินหญ้าอยู่ในที่ห่าง ๆ กันพอดีเลยเชียว” สิงโตรีบเดินไปในที่ที่ใกล้ ๆ กับวัวตัวสีแดงก่อน แล้วกระซิบด้วยเสียงที่นุ่มนวลที่สุดว่า “นี่นี่..นายสีแดง เราต้องขอยอมแพ้ในความเก่งกาจของพวกท่านแล้วหล่ะ เพราะพวกท่านนั้นทั้งเก่งทั้งแข็งแรง..เราขอนับถือ..แต่ว่านะ! เราอยากรู้จังเลย..ว่าท่านทั้งสามนั้นใครคือผู้ที่เก่งและแข็งแรงที่สุดในฝูงล่ะ” วัวตัวสีแดงจึงพูดว่า “พวกเรานั้นทั้งเก่งและแข็งแรงด้วยกันทั้งสามนั่นแหละ” สิงโตทำท่าทีเป็นตกใจ แล้วกล่าวว่า “จริงรึท่าน แต่ที่ข้าได้ยินมาจากวัวตัวอื่นนั้น..มันไม่ใช่อย่างเช่นที่ท่านพูดนี่!” วัวตัวสีแดงรู้สึกแปลกใจมาก จึงถามไปว่า “แล้วพวกนั้นพูดว่าอย่างไรรึ?” สิงโตจึงได้ทีพูดว่า “วัวตัวสีดำนั้นบอกว่ามันนั้นทั้งเก่งและแข็งแรงที่สุดในฝูง แล้วยังบอกอีกด้วยว่า ถ้าลองไม่มีมันแล้ว…รับรองว่า… วัวตัวสีแดงกับวัวตัวสีน้ำตาลจะต้องโดนสิงโตกินไปตั้งนานแล้ว…อีกด้วยนะท่าน” ”ฮึ…อะไรนะ! …ทำไมมันถึงได้พูดห่วยๆและแย่มากอย่างนี้ได้นะ” วัวตัวสีแดงพูดขึ้นด้วยความโกรธอย่างมาก จากนั้น สิงโตก็ได้ไปพูดหลอกลวงเช่นนี้กับวัวสีน้ำตาล “นี่นี่…ท่านสีน้ำตาล..ท่านรู้ไหม?…เจ้าวัวสีดำนั้นได้พูดป่าวประกาศไปทั่วนะว่า… ตัวมันนั้นมีหน้าที่คอยคุ้มครองภัยให้กับวัวทั้งสอง หาว่าท่านวัวทั้งสองนั้นอ่อนแอ…และทำอะไรที่เป็นประโยชน์ไม่ได้เสียเลย” เจ้าวัวสีน้ำตาลได้ยินดังนั้น มันก็โกรธมากๆ… แล้วสิงโตก็ได้ไปพูดหลอกลวงเช่นนี้อีกกับวัวสีดำ…ตามแผนได้อย่างแนบเนียน แล้วในที่สุด..ที่ทุ่งหญ้ากว้างก็เป็นอันได้เกิดการต่อสู้กันขึ้นมาเสียแล้ว เจ้าวัวตัวสีดำตะโกนเสียงดังว่า “มาเลย…เราจะต้องมาสู้กัน…ให้รู้แน่ชัดไปเลยว่าใครคือผู้ที่เก่งและแข็งแรงที่สุดในฝูง” แล้ววัวสีแดงก็พูดขึ้นด้วยความโกรธว่า “ตัวที่เก่งและแข็งแรงที่สุดก็คือข้า!” มันทั้งสามตัวจึงเริ่มต่อสู้กัน..โดยใช้เขาอันแหลมคมของพวกมันต่อสู้กันเองสุดกำลัง…อย่างที่ไม่ยอมลดละให้กันและกันเลย “ม่อๆๆม่อๆๆ” วัวทั้งสามตัวจึงมีอันต้องนองเลือด จากการต่อสู้…วัวทั้งสามได้รับบาดเจ็บอย่างมาก…และอ่อนแรงลงอย่างไม่ได้สติ แล้ววัวทั้งสามก็จำต้องขาดความสามัคคี…ตัดขาดความเป็นมิตรที่ดีต่อกันในที่สุด “ม่อๆ…ข้าไม่ปรารถนาที่จะอยู่กับพวกเจ้าอีกต่อไปแล้ว” วัวทั้งสามตัวกล่าว สิงโตเฝ้ามองดูเหตุการณ์นั้น มันยิ้มด้วยความพอใจ มันได้โอกาสเข้าไปจับพวกวัวที่อ่อนแรงใกล้ตาย…ทีละตัวๆ…แสนง่ายดาย สิงโตจึงแสนสบายไม่ต้องทำอะไร…แต่มีอาหารตุนเป็นเนื้อวัวกิน…ได้ตั้งสามวัน นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การแตกความสามัคคี…นำมาซึ่งความสูญเสีย”

หนูกับมด

ณ ลานดินแห่งหนึ่ง หนูกับมดสร้างรังอยู่ใกล้ ๆ กัน ต่อมาไม่นานเกิดฝนตกหนัก ทั้งรังหนูและรังมดที่อยู่ใต้ดิน ถูกน้ำท่วม ทำให้ฝูงมดจมน้ำตายไปเป็นจำนวนมาก ส่วนพวกหนูไม่เป็นอะไรเลย พวกมดสงสัยจึงถามหนูว่า “ทำไมพวกเจ้าถึงรอดจากน้ำท่วมมาได้ล่ะ” หนูจึงตอบว่า “ก็เพราะว่าพวกข้าทำทางเข้าบ้านไว้สองทางยังไงล่ะ พอทำท่วมทางแรก พวกเราก็รีบหนีออกไปทางที่สองได้ทัน” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ควรเตรียมทางหนีทีไล่เผื่อไว้สำหรับในทุก ๆ เรื่อง  

คนขี้เหนียวกับทองคำ 

ชายคนหนึ่งเป็นคนขี้เหนียว เขามักจะเอาสมบัติฝังดิน ไว้รอบๆ บ้านไม่ยอมนำมาใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ ต่อมาเขากลัวว่าจะไม่ปลอดภัยถ้าฝังเงินทอง ไว้หลาย เเห่ง เขาจึงขายสมบัติทั้งหมดเเล้วซื้อทองคำเเท่งหนึ่ง มาฝังไว้ที่หลังบ้าน เเล้วหมั่นไปดูทุกวัน คนใช้ผู้หนึ่งสงสัยจึงเเอบตามไปดูที่หลังบ้าน เเล้วก็ขุด เอาทองเเท่งไปเสีย ชายขี้เหนียวมาพบหลุมที่ว่างเปล่าในวันต่อมาก็เสียใจ ร้องห่มร้องไห้ไปบอกเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เพื่อนบ้านจึงเเนะนำประชดประชันว่า “ท่านก็เอาก้อนอิฐใส่ในหลุมเเล้วคิดว่าเป็นทองคำสิ เพราะถึงอย่างไรท่านก็ไม่เอาเอามาใช้อยู่เเล้ว” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ของมีค่า ถ้าไม่นำมาทำให้เกิดประโยชน์ก็ย่อมเป็นของไร้ค่า

เทพารักษ์กับคนตัดไม้

ชายตัดฟืนคนหนึ่ง…เข้าไปตัดฟืนในป่า เผอิญเขาทำขวานพลัดตกลงไปในสระน้ำ”โธ่…โธ่…โธ่…ฉันจะทำอย่างไรดี ว่ายน้ำก็ไม่เป็น”ชายตัดฟืนคร่ำครวญอยู่ริมสระ เพราะเขาไม่มีเครื่องมือทำมาหากินอีก เทพารักษ์ที่อยู่ใกล้ๆ อดสงสารไม่ได้ จึงปรากฏกายให้เห็น แล้วเอื้อมมือลงไปในสระน้ำ คว้าขวานเล่มหนึ่งส่งให้คนตัดฟืน “โอ…ท่าน…นี่มันขวานทอง ไม่ใช่ขวานของข้าหรอก” ชายตัดฟืนไม่ยอมรับ เทพารักษ์จึงงมขวานขึ้นมาให้อีกเล่มหนึ่ง “นี่ก็ไม่ใช่ขวานของข้า…ของข้าขวานเหล็กธรรมดาท่าน ไม่ใช่ขวานเงิน” “เจ้าเป็นคนซื่อสัตย์” เทพารักษ์พูด “คนอย่างเจ้าหายาก เอ้าข้าให้ขวานทองกับขวานเงินเจ้าเป็นรางวัลก็แล้วกัน” กล่าวเสร็จแล้ว เทพารักษ์ก็หายตัวไป คนตัดฟืน นำขวานทองและขวานเงินเดินกลับบ้าน พบใครก็อวดให้ชมและเล่าว่าได้มาอย่างไร “เทวดาท่านดีใจมากเลย ข้านั่งร้องไห้อยู่ริมสระเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ท่านก็มางมขวานให้ แล้วก็ให้ขวานทองขวานเงินแก่ข้าอีกด้วย” เพื่อนบ้านคนหนึ่ง อยากได้บ้าง จึงเข้าไปในป่า ทำทีหาฟืน แล้วก็โยนขวานของตนทิ้งลงในน้ำ “ฮือ…ฮือ…ฮือ… คราวนี้ข้าหมดทางหากินแน่ ๆ ” เทพารักษ์มางมขวานให้เช่นเคย “เอ้า ขวานทองเล่มนี้ของเจ้าใช่ไหม ? ” “ใช่ ใช่แล้วท่าน ของข้าเอง” ชายโลภมากพูดอย่างยินดี “เจ้าคนโกงไม่น่าคบ ” พูดแล้ว เทพารักษ์ก็หายวับไปกับขวานทอง และเพื่อนบ้านคนนั้นก็ไม่ได้รับขวานที่ตกลงไปในสระคืนอีกด้วย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “โลภมากลาภหาย

นิทาน อีสป เรื่อง คนเลี้ยงแพะ

วันหนึ่งเกิดพายุลมแรงพัดพามาพร้อมกลุ่มเมฆฝนอย่างรุนแรง ขณะนั้นคนเลี้ยงแพะที่กำลังพาฝูงแพะของตนกลับที่พัก จึงได้พาฝูงแพะเข้าไปหลบพายุฝนฟ้ากระหน่ำในถ้ำเสียก่อน เมื่อเข้ามายังถ้ำก็พบกับฝูงแพะป่าหลบอยู่ในถ้ำนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อเห็นดังนั้นจึงคิดในใจว่าแพะป่าฝูงใหญ่นี้มีแพะมากกว่าฝูงของตนหลายเท่านัก หากตนนำฝูงแพะป่าพวกนี้มาเลี้ยงแทนแพะฝูงเดิมก็น่าจะเป็นการดีกว่า จากนั้นจึงได้นำใบไม้ของตนที่เตรียมมาสำหรับให้ฝูงแพะตนได้กิน ก็กลับเอาไปให้ฝูงแพะป่ากินกันจนหมดเกลี้ยง ทำให้ฝูงแพะของตนนั้นไม่ได้กินอาหารอันใดเลย สักครู่ใหญ่ๆ ต่อมาเมื่อพายุฝนฟ้าเริ่มสงบลงแล้ว ฝูงแพะป่าก็ต่างวิ่งออกจากถ้ำไป คนเลี้ยงแพะรีบวิ่งออกไปตามแต่ฝูงแพะป่าก็รีบวิ่งเข้าป่าหายไปอย่างรวดเร็ว คนเลี้ยงแพะจึงตะโกนไล่หลังฝูงแพะป่าไปว่า “ไอ้พวกอกตัญญู ข้าอุตส่าห์ให้เจ้ากินอาหารจนหมดแล้วทำอย่างนี้กับข้าหรือ” และไม่ว่าจะตะโกนสบถด่าออกไปเช่นไรก็ตาม เหล่าฝูงแพะป่าก็ไม่ย้อนกลับมาสักตัว ฝ่ายคนเลี้ยงแพะจึงกลับเข้าไปยังถ้ำเดิมที่ใช้หลบพายุฝนเมื่อสักครู่นี้ ขณะเดินเข้าไปก็ตกใจเป็นอันมากเพราะเหล่าฝูงแพะเดิมของตนนั้นบัดนี้ได้ล้มตายลงกันหมดแล้วเพราะขาดอาหาร คนเลี้ยงแพะเห็นดังนั้นก็ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นดินได้แต่ร้องไห้อยู่ตรงนั้นด้วยความเสียดายระคนเสียใจปนเปกันไปหมด สุดท้ายเมื่อพวกชาวบ้านรู้เรื่องเข้าต่างก็พากันหัวเราะเยาะในความเขลาของคนเลี้ยงแพะ   คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้ : “เห็นเเก่มิตรใหม่จนทอดทิ้งมิตรเก่า ก็จะไม่ได้ใครเลย”

นิทาน อีสป เรื่อง คนขี้เหนียวกับทองคำ

 ณ บ้านสวนหลังหนึ่ง มีชายผู้ซึ่งตระหนี่ขี้เหนียวอยู่คนหนึ่ง ทุกครั้งเมื่อได้เงินหรือสมบัติชิ้นใดๆ มาก็ตาม เขามักจะนำไปฝังดินรอบๆ สวนหลังบ้าน ไม่คิดจะนำมาใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์อันใดเลย ครั้นต่อมาเริ่มรู้สึกว่าถ้าฝังเงินหรือทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไว้หลายๆ แห่งแบบนี้จะไม่ปลอดภัย กลัวว่าเงินและสมบัติอาจหาย จึงนำทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ตนเคยฝังขุดออกมาเอาไปขายทั้งหมดแล้วเปลี่ยนเป็นซื้อทองคำแท่งมาแทน แล้วก็ยังคงนำไปฝังไว้ที่สวนหลังบ้านอีกเช่นเคย แล้วทุกเช้าจะต้องคอยไปตรวจตราดูว่าทองคำแท่งนั้นยังอยู่ดีหรือไม่ ในตอนเช้าของวันหนึ่งมีชายผู้หนึ่งแอบมาเห็นขณะที่ชายขี้เหนียวผู้นี้กำลังเดินไปยังสวนหลังบ้าน ก็เกิดสงสัยว่าทำไมชายขี้เหนียวจึงต้องหมั่นคอยเดินมาดูอะไรบางอย่างตรงหลังบ้านทุกวันจึงแอบย่องตามไป เมื่อเห็นเป็นทองคำแท่งก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันที รอจนชายขี้เหนียวเดินไปแล้วจึงลงมือขุดทองคำแท่งขึ้นจากดินในสวนหลังบ้าน เช้าวันต่อมาชายขี้เหนียวก็เดินไปขุดดินยังสวนหลังบ้านเพื่อดูท่องคำแท่งของตนดังเช่นทุกวัน แต่วันนี้ไม่ว่าจะขุดลึกเพียงใด ขุดอย่างไรก็ไม่พบทองคำแท่งนั้นเสียแล้ว เมื่อเห็นแต่ความว่างเปล่าก็ว่ามีคนมาแอบลักขโมยทองของตนไปแล้วเป็นแน่ ก็ได้แต่นั่งร้องไห้เสียใจและเสียดายทองคำของตน เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไร จึงไปหาเพื่อนบ้านแล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ฝ่ายเพื่อนบ้านที่รู้จักนิสัยของชายขี้เหนียวดีจึงพูดประชดว่า “ท่านจงกลับไปลองเอาอิฐสักก้อนใส่ลงไปฝังยังสวนหลังบ้านเถิด แล้วคิดเสียว่ามันคือทองคำแท่งนั้น เพราะอย่างไรเสียท่านก็ไม่มีวันนำมันออกมาใช้อยู่ดี” ฝ่ายชายขี้เหนียวได้ฟังดังนั้นก็ได้แต่สลดไม่รู้จะทำอย่างไรดี คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้ : “ของมีค่า ถ้าไม่นำมาทำให้เกิดประโยชน์ก็ย่อมเป็นของไร้ค่า”