พระนารทพรหม ผู้บำเพ็ญอุเบกขาบารมี (นารทชาดก)

 ครั้งหนึ่งมีพระโพธิสัตว์นามว่า พระนารท ซึ่งเป็นภพชาติหนึ่งขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเรื่องว่า มีพระราชาผู้ครองเมืองมิถิลา ผู้ยึดมั่นในทศพิธราชธรรม พระนามว่า อังคติราช ทรงมีพระธิดาพระองค์หนึ่งซึ่งมีพระสิริโฉมงดงามนัก พระนามว่า รุจาราชกุมารี ผู้เป็นที่รักแห่งองค์พระราชา เมื่อถึงคืนแห่งเทศกาลมหรสพชาวเมืองได้ประดับประดาบ้านเรือนของตนอย่างสวยงามทุกเรือน ขณะดวงจันทร์ทรงกลดลอยเด่นอยู่บนนภา พระเจ้าอังคติราชทรงประทับท่ามกลางเหล่าเสนาอำมาตย์ภายในพระราชวังที่ประดับประดาอย่างงดงามอลังการสมพระเกียรติแห่งองค์ราชัน พระเจ้าอังคติราชทรงตรัสกับเหล่าอำมาตย์ว่า “พวกเจ้าว่าในราตรีอันรื่นรมย์เช่นนี้ ข้าจะทำอันใดให้อภิรมย์ดี” ฝ่ายอลาตอำมาตย์ทูลว่าให้พระราชาทรงยกทัพออกกวาดต้อนดินแดนน้อยใหญ่เข้ามาในเมือง ส่วนฝ่ายสุมานอำมาตย์กลับทูลว่าให้พระราชทรงรื่นรมย์กับงานมหรสพต่างๆ ที่จัดขึ้นในเพลานี้ ด้วยว่าทุกดินแดนน้อยใหญ่ต่างยอมสวามิภักดิ์แด่องค์พระราชาหมดแล้ว และวิชัยอำมาตย์ทูลว่าให้พระราชาทรงนำสมณพราหมณ์ผู้ใฝ่ในธรรมมาแสดงธรรมเทศนา ด้วยว่าพระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรสิ่งรื่นเริงอยู่เป็นนิตย์แล้ว หลังจากฟังความคิดเห็นของทั้งสามอำมาตย์แล้วพระองค์ทรงพอพระทัยกับคำตอบของวิชัยอำมาตย์แล้วตรัสถามว่าจะให้ผู้รู้ธรรมท่านใดมาแสดงธรรมเทศนา ฝ่ายอลาตอำมาตย์ก็ทูลพระราชาว่ามีชีเปลือยรูปหนึ่งนามว่า คุณาชีวก ผู้เป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ อยู่ที่เมืองมิคทายวัน พระเจ้าอังคติราชได้ฟังดังนั้นก็ตรัสรับสั่งให้เตรียมกระบวนเสด็จ เมื่อเสด็จไปถึงพบคุณาชีวกก็ตรัสถามว่าการประพฤติธรรมต่อบิดามารดา อาจารย์ บุตร หรือภรรยา ควรปฏิบัติอย่างไร และเหตุใดจึงไม่ตั้งอยู่ในธรรม ฯลฯ ฝ่ายคุณาชีวกนั้นเป็นผู้เบาปัญญาจึงไม่สามารถที่จะเข้าใจหลักธรรมขั้นสูงนี้ได้จึงทูลตอบเฉไปอย่างไม่รู้ว่าไม่มีบิดามารดา อาจารย์ บุตร หรือภรรยา มนุษย์และสัตว์เกิดมาเท่าเทียมกัน บุญหรือบาปนั้นไม่มีจริง เมื่อตายไปร่างกายก็แตกสลายดับไปพร้อมทุกข์และสุข ใครจะทำร้ายใครก็ไม่ถือว่าเป็นบาป ทั้งสัตว์และมนุษย์เมื่อเกิดมาครบ 84 กัป ก็จะสามารถพ้นจากทุกข์ไปได้เอง ไม่ว่าจะทำบุญหรือบาปเท่าไรหากไม่ครบ 84 กัป ก็ไม่อาจพ้นทุกข์ไปได้ พระเจ้าอังคติราชได้ฟังคุณาชีวกกล่าวจบก็ตรัสแก่คุณาชีวกว่าพระองค์นั้นช่างโง่เขลาเบาปัญญา ที่ผ่านมาทรงเชื่อแต่ในสิ่งที่ผิดทั้งสิ้น คิดว่าการบำเพ็ญบุญกุศลจะนำเสด็จไปสู่สุคติพ้นจากทุกข์ บัดนี้ทราบว่าบุญบาปไม่มี ทุกสรรพสิ่งจะสามารถพ้นทุกข์ได้เองเมื่อถึงเวลาแล้วจึงเสด็จกลับ เมื่อเสด็จกลับถึงเมืองมิถิลาก็ทรงตรัสกับเหล่าเสนาอำมาตย์ว่าต่อไปจะไม่ปฏิบัติพระราชกิจอันใดอีก แล้วทรงหาแต่ความรื่นรมย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่นานข่าวก็ลือไปทั่วทั้งเมืองมิถิลาว่าพระเจ้าอังคติราชทรงกลายเป็นมิจฉาทิฐิที่เชื่อในคำสอนของชีเปลือยคุณาชีวก เมื่อข่าวทราบไปถึงพระธิดารุจาราชกุมารีก็ทรงไม่สบายพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่พระบิดาจะทรงสั่งให้รื้อโรงทานทั้งหมดไม่มีการบริจาคทานอีกต่อไป เมื่อพระธิดารุจาราชกุมารีมาทูลขอให้พระเจ้าอังคติราชทรงบริจาคทาน พระองค์ก็ทรงตรัสสอนองค์พระธิดาตามที่ชีเปลือยคุณาชีวกได้บอกแก่พระองค์ ได้ฟังดังนั้นพระธิดารุจาราชกุมารีก็ทรงเตือนสติพระเจ้าอังคติราชว่าสิ่งที่คุณชีวกบอกมานั้น หากทำตามก็จะยิ่งเป็นบาป เมื่อคบคนชั่วก็จะพลอยแปดเปื้อนกับสิ่งชั่วร้าย แล้วว่าเมื่อหลายๆ ชาติภพที่ผ่านมาพระธิดาทรงทำความชั่ว ไม่สร้างผลบุญจึงทำให้ต้องทุกข์ทรมานอยู่ในเมืองนรกภูมิหลายกัปหลายกัลป์ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องชดใช้หนี้กรรมที่ได้ก่อไว้จนกว่ากรรมนั้นจะจบสิ้นลง เมื่อเริ่มสร้างกุศลผลบุญ อานิสงส์แห่งผลบุญนั้นจึงค่อยๆ บังเกิด ผลแห่งบุญบาปนั้นจะติดตามตัวไปทุกชาติเฉกเช่นเวลาที่ไม่มีวันหยุด ย่อมได้รับผลบุญและผลกรรมอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันตามแต่ละบุคคลที่ได้กระทำไว้ทุกประการ ฝ่ายพระเจ้าอังคติราชได้ฟังพระธิดากล่าวเช่นนั้นก็มิได้ทรงเชื่อ ยังยึดมั่นเชื่อในสิ่งที่คุณาชีวกกล่าวแสดงธรรม พระธิดารุจาราชกุมารีนั้นก็เป็นทุกข์มากที่พระราชาทรงเชื่อเช่นนั้น จึงอธิษฐานจิตขอเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาช่วยดลพระทัยให้พระบิดาของตนทรงเลิกเห็นผิดเป็นชอบ เลิกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เมื่อพรหมเทพองค์หนึ่งนามว่า นารท ผู้มีความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง เมื่อได้รับฟังคำอธิษฐานของนางรุจาราชกุมารีก็ทรงเห็นพระทัย และเล็งเห็นถึงความทุกข์ของประชาชนชาวเมืองมิถิลาที่จะตามมา จึงได้เสด็จแปลงเป็นบรรพชิตมายังเมืองมิถิลา พร้อมนำภาชนะทองใส่สาแหรกข้างหนึ่ง นำคนโทแก้วใส่สาแหรกอีกข้างหนึ่ง แล้วใส่คานทานวางบนบ่า เมื่อพระราชาเห็นก็ทรงตกตะลึงในวรรณะที่งามผ่องของนารทพรหมแล้วถามว่าท่านนั้นมาจากที่ใดทำไมจึงลอยในอากาศได้ พระนารทพรหมในร่างบรรพชิตจึงว่าอาตมาภาพมีนามว่า นารท มาจากเทวโลก ได้บำเพ็ญบุญกุศลคุณธรรม 4 ประการ คือ สัจจะ ธรรมะ ทมะ และจาคะ ด้วยผลบุญจึงทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์เช่นนี้ พระเจ้าอังคติราชเกิดสงสัยว่าบุญนั้นมีจริงหรือ จึงขอให้พระนารทพรหมอธิบายให้พระองค์ทรงทราบ พระนารทพรหมจึงว่าเหล่าผู้งมงายไม่มีผู้ใดทราบว่าบาปบุญนั้นมีอยู่จริง หากเป็นผู้เจริญจะทราบว่าทั้งผลบุญหรือบาป ทั้งบิดามารดา หรือเทวดา รวมทั้งปรโลกต่างมีอยู่จริง พระเจ้าอังคติราชก็กล่าวว่าหากปรโลกมีอยู่จริง ท่านจงให้เรายืมเงินสักห้าร้อยเถิด แล้วจะใช้คืนท่านในชาติหน้า พระนารทพรหมจึงตอบว่าหากพระเจ้าอังคติราชเป็นผู้ทรงธรรมก็อยากให้ยืม แต่อย่างพระเจ้าอังคติราชนี้หากตายไปก็ต้องไปอยู่ในนรกแล้วพระนารทพรหมจะตามไปทวงทรัพย์คืนได้อย่างไรเล่า พระเจ้าอังคติราชได้ฟังดังนั้นจึงยืนนิ่งอยู่ จากนั้นพระนารทพรหมก็กล่าวถึงเมืองนรกให้พระเจ้าอังคติราชฟัง ทำให้พระอังคติราชเริ่มรู้สึกหวาดกลัวเกรงกลัวต่อบาป เมื่อพระเจ้าอังคติราชคิดได้ดังนั้นก็ขอให้พระนารทพรหมช่วยเป็นแสงสว่างนำทางให้แก่พระองค์ สอนธรรมะให้ท่านเดินไปยังทางที่ถูกที่ควรอย่างถ่องแท้ พระนารทพรหมฤาษีจึงได้ตรัสสอนธรรมะแก่พระเจ้าอังคติราชโดยการเปรียบเทียบร่างกายกับรถว่า หากรถที่ประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนที่ดีที่ถูกต้องนั้นรถก็จะแล่นไปตามทางอย่างราบรื่น ส่วนรถที่ถูกประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนที่ไม่ดีก็จะแล่นไปในทางที่ไม่ดีเป็นอันตรายได้ง่าย แล้วว่าให้พระเจ้าอังคติราชจงคบแต่กัลยาณมิตรที่ดี และละบาปละกิเลสโดยไม่ประมาทในชีวิต จากนั้นพระนารทพรหมฤาษีก็ได้หายไปจากตรงนั้น หลังจากนั้นเป็นต้นมาพระเจ้าอังคติราชก็ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศีลในธรรม เริ่มหันกลับมาทำบุญทำกุศลเฉกเช่นเดิม และทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมเพื่อปวงชนชาวเมืองมิถิลาของพระองค์ ฝ่ายพระธิดารุจาราชกุมารีก็ทรงดีพระทัยเป็นอย่างมากที่พระราชบิดาของพระองค์ทรงละมิจฉาทิฐิได้ และเลือกคบแต่บุคคลผู้เป็นกัลยาณมิตร ประชาชนก็อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข จึงทรงกล่าวอธิษฐานจิตขอบพระทัยองค์พระนารทพรหมฤาษีที่ทรงลงมาโปรดตนและพระบิดา ตลอดจนประชาชนทั่วทั้งเขตคาม นิทานชาดก เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีย่อมได้ดี ทำผิดบาปย่อมได้ชั่วช้าสามานย์เป็นผลตอบ และการคบมิตรสหายนั้นก็จะส่งผลดีเลวแก่ตัวบุคคลนั้นด้วย นารทชาดกเรื่องนี้ก็จบลงด้วยประการฉะนี้ ฯ