ชายง่อยนักดีดกรวดกับปุโรหิตจอมพูดมาก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในพระราชสำนักของพระเจ้าพรหมทัตพระราชาแห่งเมืองพาราณสี มีปุโรหิตประจำราชสำนักอยู่ผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนที่พูดมาก โดยหากได้ตั้งต้นพูดขึ้นมาแล้วก็จะพูดฉอดๆ เป็นต่อยหอยไม่ยอมหยุด และไม่มีใครสามารถพูดแทรกเขาได้เลย จนทำให้คนทั่วไปต่างเอือมระอาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าพรหมทัตที่ทรงเบื่อหน่ายในพฤติกรรมพูดมากของปุโรหิตผู้นี้เป็นอันมาก วันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสด็จออกจากเมืองไปยังอุทยานหลวงด้วยราชรถ ระหว่างทางนั้นได้ทรงทอดพระเนตรเห็นใบของต้นไทรมีรอยปรุเป็นรูปสัตว์ต่างๆ อยู่ ทั้งม้า ช้าง อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จึงตรัสถามมหาดเล็กว่าใครเป็นคนทำ มหาดเล็กก็ทูลตอบว่าเด็กๆ ชาวบ้านได้ร้องขอให้ชายง่อยผู้มีฝีมือดีดกรวดเป็นผู้ดีดก้อนกรวดใส่ใบของต้นไทรเหล่านั้นจนกลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เกิดขึ้น พระเจ้าพรหมทัตจึงมีรับสั่งให้ไปนำตัวชายง่อยมา เมื่อมหาดเล็กได้นำชายง่อยมาเข้าเฝ้าแล้ว พระเจ้าพรหมทัตก็ตรัสถามว่า “ในราชสำนักของเรามีปุโรหิตจอมพูดมากคนหนึ่ง เจ้าพอจะใช้ฝีมือดีดกรวดของเจ้าทำให้เขาสงบปากสงบคำลงได้บ้างหรือไม่” ชายง่อยจึงตอบว่า “ได้พระเจ้าค่ะ ขอมูลแพะให้ข้าพระองค์สักหนึ่งทะนาน แล้วข้าพระองค์จะทำให้เขาไม่พูดมากอีกพระเจ้าข้า” จากนั้นพระเจ้าพรหมทัตก็ให้มหาดเล็กนำตัวชายง่อยเข้าไปซ่อนอยู่หลังผ้าม่านในท้องพระโรง โดยแหวกม่านไว้เป็นช่องเล็กๆ แล้วนำมูลแพะหนึ่งทะนานมาตั้งไว้ใกล้มือของชายง่อย พร้อมกับจัดที่นั่งของปุโรหิตจอมพูดมากให้ตรงกับช่องผ้าม่านนั้น เมื่อถึงเวลาประชุมราชการ เหล่าขุนนางก็ต่างพากันทยอยเข้าท้องพระโรง และเมื่อทุกคนมากันอย่างพร้อมเพรียงแล้วพระองค์ก็ทรงเริ่มเปิดบทการสนทนา ฝ่ายปุโรหิตเมื่อได้พูดแล้วก็พูดฉอดๆ ไม่ยอมหยุด และไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้พูดเหมือนอย่างเช่นเคย ชายง่อยสบโอกาสขณะที่ปุโรหิตกำลังอ้าปากพูดอยู่นั้น ได้ดีดมูลแพะใส่ปากปุโรหิตจอมพูดมากครั้งละก้อนๆ ปุโรหิตก็กลืนมูลแพะทีละก้อนๆ โดยไม่รู้ตัวเลยจนกระทั่งมูลแพะหมดทะนาน เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทรงทราบว่ามูลแพะได้เข้าไปอยู่ในท้องของปุโรหิตบุคคลสำคัญหมดแล้วก็ตรัสว่า “นี่แน่ะท่านปุโรหิต อันธรรมดานั้นมูลแพะจะไม่ย่อยในร่างกายมนุษย์ ดังนั้นท่านจงรีบไปดื่มน้ำประยงค์เพื่อสำรอกมูลแพะทั้งหมดนั้นออกมาโดยเร็วก่อนที่จะล้มป่วยเถิด” ปุโรหิตเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจเป็นอันมาก ยิ่งได้ดื่มน้ำประยงค์ก็ยิ่งเห็นมูลแพะมากมายที่ตนสำรอกออกมาก็ยิ่งรู้สึกเข็ดขยาด กลายเป็นคนสงบปากสงบคำ ไม่กล้าเปิดปากพูดมากอีกเลยนับแต่นั้นเป็นต้นมา และเพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยให้ทุกคนได้อยู่สุขสบายหูมากขึ้น พระองค์จึงทรงพระราชทานทรัพย์สมบัติมากมายให้แก่ชายง่อย ในครั้งนั้นอำมาตย์บัณฑิตแห่งราชสำนักของพระเจ้าพระหมทัตได้กราบทูลว่า “ขึ้นชื่อว่าศิลปะ แม้จะเป็นศิลปะประเภทใดก็ย่อมนำความสำเร็จมาสู่ชีวิตของผู้ฝึกฝนอย่างเชี่ยวชาญได้ในสักวัน เช่นเดียวกับที่ชายง่อยผู้นี้ได้นำความสุขมาสู่ตนเองเพราะการดีดมูลแพะนั่นเอง”   ข้อคิดจากนิทานพื้นบ้าน : หมั่นฝึกฝนตนเองให้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วจะพบกับความสำเร็จได้ในที่สุด

ตาสีตกปลา

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายแก่คนหนึ่งชื่อตาสี มีอาชีพตกปลาขาย ตาสีมีความสามารถพิเศษในเรื่องการตกปลา จนคนพูดกันว่า ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน กลางวันหรือกลางคืน ฝนจะตำฟ้าจะร้องอย่างไร “ตาสีก็ตกปลาได้เสมอ” บรรดานักตกปลาทั้งหายต่างครั่นคร้ามกลัวเกรง ในฝีมือในการตกปลาของตาสีไม่มีใครกล้าทาบรัศมีกับตาสีเลย ทำให้ตาสีรู้สึกทะนงตัวอยู่ไม่น้อย วันหนึ่งตาสีคิดจะไปตกปลาที่หนองน้ำลึกไกลออกไปจากที่เคยหาอยู่ประจำ เรือของตาสีลำเล็กเกินไป จึงต้องขอยืมเรือของตาสาซึ่งเป็นเพื่อนกัน  เมื่อได้เรือแล้วก็พายเรือไปสู่ที่หมาย ตาสีเห็นปลาดำผุดดำว่าย อยู่คลาคล่ำ ก็เกิดความยินดีปรีดา คิดว่าวันนี้จะต้องจับปลาได้เต็มลำเรือ กลับไปบ้านอีกสักครั้ง แต่แล้วตาสีก็ต้องผิดหวัง เพราะวันนี้เกิดวิปริตผิดปกติ คือตกอย่างไรปลาก็ไม่กินเบ็ดตาสีเลย ตาสีโกรธมากแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี แกจึงล้มตัวลงนอนบนพื้นเรือแล้วก็หลบไป  ตาสีหลับอยู่นานเท่าไรก็ไม่ทราบ แต่แกมารู้สึกตัว ก็ต่อเมื่อเรือของแกโคลงเคลงยวบยาบ ตาสีเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นดูก็เห็นสายเบ็ดกระตุกไหว ๆ จึงลองดึงดู เมื่อการออกแรงดึงสายเบ็ด ปลาก็ยิ่งดึงเรือให้จมลงไปอีก  ตาสีตกใจมากแกก็รีบกระโดดขึ้นฝั่ง แล้วก็เที่ยววานให้เพื่อน ๆ ของแกมาช่วยจับปลาที่ติดเบ็ด ทีแรกไม่มีใครเชื่อ คิดว่าตาสีโกหก แต่ก็ขัดตาสีไม่ได้ จึงมาช่วย ปรากฏว่าปลาที่ติดเบ็ดตาสีนั้นเป็นปลาชะโดตัวใหญ่มหึมา  เมื่อได้ปลามาแล้ว ตาสีก็จัดการชำแหละแจกเพื่อนฝูงที่ไปช่วย แต่ปลาก็ยังเหลืออีกมาก ตาสีจึงนำปลาไปแลกข้าวกับชาวบ้าน ได้ข้าวมากจนเต็มลำเรือแล้วตาสีก็พายเรือกลับบ้าน ตาสีพายเรือมาจนเวลาพลบค่ำ ก็รู้สึกหิวข้าว ครั้นจะหุงข้าวกินก็ไม่มีหินเหล็กไฟ หรือไม้ขีดไฟ เพื่อจุดไต้ก่อไฟ แกพายเรือไปพลางสายตาก็สอดส่วยมองหาดูตามตลิ่งไปพลาง เผื่อจะมีใครเขาก่อไฟทิ้งไว้บ้าง แต่ก็หาพบไม่ ตาสีล่องเรือมาจนถึงต้นยางใหญ่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นยางมีเสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งนอนซุ่มอยู่ เพื่อดักจับสัตว์กินเป็นอาหาร เนื่องจากในเวลากลางคืนตาของเสือจะมีแสงพราวเป็นประกายเหมือนดวงไฟ ตาสีเมื่อเห็นดังนั้นก็ดีใจมาก รีบพายเรือแวะเข้าไปที่ดวงไฟนั้น ซึ่งแกคิดว่าคงจะเป็นไฟสุมขอนลุกไหม้คุกรุ่นอยู่ พอเข้าไปถึง ตาสีคว้าโซ่ล่ามเรือไว้กับหางเสือ ซึ่งแกคิดว่าเป็นรากไม้ ต่อจากนั้นแกก็คว้าไต้แหย่เข้าไปที่ลูกตาเสือเพื่อจะจุดไต้ก่อน แกแหย่ไต้เข้าไปจนชิดตาเสือได้ก็ไม่ติด ตาสีโมโหคิดว่าน้ำมันยางที่ไต้แห้งไป แกจึงเอาไต้ทิ่มเข้าไปที่ลูกตาเสือเต็มแรง เสือแปลกใจตั้งแต่เห็นอาการของตาสีตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว พอตาสีใช้ไต้ทิ่มที่ลูกตามัน มันก็ตกใจ กระโดดหนีอย่างไม่คิดชีวิต เลยลากเอาเรือของตาสีที่ผูกติดไว้กับหางของมัน วิ่งขึ้นไปบนเขา ไกลออกไปจากฝั่งหลายสิบวา ส่วนเรือของตาสี เมื่อถูกลากแรง ๆ ก็ครูดกับพื้นดิน จึงยาวกว่าเดิมถึงสองศอก ตาสีเข็นเรือกลับลงน้ำไม่ไหว เพราะไม่มีแรง เนื่องจากไม่ได้กินข้าว เลยต้องนอนเฝ้าเรืออยู่นั่นทั้งคืน หิวก็หิว ยุงก็กัด น่าอนาถใจแท้ ครั้นพอรุ่งเช้าตาสีก็ออกเดินไปเที่ยวหาผลไม้กินแก้หิว พอกลับมาถึงเรือแกตกใจมาก เพราะข้าวเปลือกของแกถูกไก่กินไปเกือบหมดลำเรือ ตาสีโกรธจึงไปตัดหวายมาทำบ่วงติดไว้กับตรงท้องเรือ เพื่อดักสัตว์ที่มากินข้าวเปลือกของแก ฝูงไก่ป่าไม่รู้อุบายของตาสี จึงกลับพากันมากินข้าวอีก มันจึงติดบ่วงของตาสีหมดทุกตัว ตาสีได้ทีก็โห่ร้องขึ้น ไก่ป่าตกใจจึงพากันบินขึ้น พาเรือของตาสีกลับมาอยู่ในน้ำเหมือนเดิมโดยไม่ต้องเข็น ต่อจากนั้นตาสีก็ฆ่าไก่ทีละตัว แล้วผ่ากระเพราะเอาข้าวของแกคืน แถวยังได้ข้าวที่ไก่กินมาจากที่อื่นด้วย ทำให้ข้าวมากกว่าเดิมเสียอีก พอตาสีพายเรือกลับมาถึงบ้าน ก็ช่วยกันขนข้าวขึ้นยุ้งเสร็จแล้ว จึงบอกให้เมียของแกนำเรือไปคืนตาสา ตาสาจึงออกมาสำรวยตรวจสอบดูเรือ โดยวัดดู ปรากฏว่าเรือนี้ยาวกว่าเรือของแกไปตั้งสองศอกจึงต่อว่าเมียตาสีว่า ตาสีเป็นคนไม่ซื่อตรง ขอยืมเรือไปกลับเอาเรือลำอื่นมาคืนแทน ตาสาจึหลอกให้เมียตาสีเอาเรือคืนไป แล้วให้นำเรือของแกส่งโดยเร็วด้วย มิฉะนั้นจะต้องเกิดผิดใจกันแน่ ๆ เมียตาสีพายเรือกลับบ้านระหว่างที่พายเรือบังเอิญเกิดพายุใหญ่  บุคคลสำคัญ พัดพาเอาเรือพุ่งเข้าชนตลิ่งโครมใหญ่ ทำให้เรือหดสั้นเข้าไปสองศอก เรือจึงมีความยาวกลับเท่าเดิม เมียของตาสีตกใจมาก รีบพายเรือกลับไปให้ตาสา ตาสามาสำรวจดูเรืออีกครั้งหนึ่ง เห็นว่ายาวเท่าเดิมก็รับคืนด้วยดี นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 1. อย่าคาดหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงจนเกินไปนัก เพราะอะไร ๆ มันก็เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่างเดียว ฉะนั้นจงอย่าไปยึดมั่นถือมั่น ว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 2. การทำสิ่งใดด้วยความโกรธ จะมีแต่โทษและความเสียหาย ฉะนั้นจงระงับความโกรธเอาไว้เถิด ดังคำกล่าวที่ว่า “ผู้ที่ไม่โกรธประเสริฐที่สุด”